Wednesday, February 4, 2015

พัฒนาการของ Windows 1.0 สู่ Windows 10 ตอน 1

0 comments
 

 
ปี  2558 (2015) นี้ สาวกผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ Mobile ค่ายวินโดวส์ จะได้พบกับ ระบบปฎิบัติการรุ่นใหม่ ในนามว่า Microsoft Windows 10
แต่ท่านทราบไหมว่าระบบปฎิบัติการนามว่า วินโดวส์ (Windows) นี้ มีพัฒนาการเป็นเช่นใด จากแผนภูมิด้านล่างจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 30 กว่าปี ไมโครซอฟท์ได้สร้างสรรระบบปฎิบัติการที่ใกล้ชิดกับวิถึชีวิตเรามากยิ่งขึ้น

 mediathailand จะย้อนรอยให้ท่านได้ทราบถึงพัฒนาการระบบปฎิบัติการนี้ ตั้งแต่เริ่มแรก จนถึงปัจจุบันให้สมาชิกได้ทราบ พอสังเขป



Windows 1.0  (1983)
เป็นระบบปฎิบัติการแรกที่ ต้องดำเนินการติดตั้งบนระบบปฎิบัติการ DOS (ในยุคนั้นเป็น DOS 2.0) เปิดตัวครั้งแรกในเชิงธุรกิจเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ปี 1985 หรือ พ.ศ. 2528 เป็นรุ่น Windows 1.01



Windows 2.0  (1987)
เป็นการพัฒนาต่อให้การแสดงผลด้านกราฟิกที่ดีขึ้นโดยสามารถแสดงภาพได้ถึง 16 สี รองรับการเปิดตัวโปรแกรมสำนักงาน Microsoft Word และ Excel  โดยเปิดตัวในเชิงธุรกิจเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1987


Windows 3.0  (1990)
 เป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์มีการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ด้วยประสิทธิภาพของ CPU ยอดนิยม Intel 286 และ 386  วางบนระบบปฎิบัติการ DOS เช่นเดิม การติดตั้งผ่านแผ่นโปรแกรมติดตั้งแบบ Floppy Disk ขนาด 3.5 นิ้ว ให้การแสดงผลด้านกราฟิก 256 สี เปิดตัวในเชิงธุรกิจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1990
 

Windows 3.1  (1992)
เป็นพัฒนาการของระบบ Windows ที่แข็งแกร่ง บน CPU ยอดนิยม Intel 386 และ เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการ CPU 486  นอกจากจะเป็นการติดตั้งผ่านแผ่นโปรแกรมติดตั้งแบบ Floppy Disk ขนาด 3.5 นิ้วแล้วยังเป็นการเปิดขายระบบปฏิบัติการด้วยแผ่น CD-ROM อีกด้วย และยังเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทำงานในแบบ 32 บิตอีกด้วย นอกจากนี้เป็นครั้งแรกของการพัฒนากลุ่มเครื่องมือในชื่อของ Control Panel ที่เรารู้จักกันดีมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย  เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1992



Windows for Workgroup 3.1  (1993)
เป็นรุ่นที่มีการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อต่อ สื่อสารกันได้ง่ายขึ้นทำให้ไมโครซอฟท์ทำการพัฒนาระบบปฎิบัติการที่สามารถทำงานเป็นกลุ่มเครือข่ายได้ เรียกว่า Windows for Workgroup 3.1 ทำให้การเชื่อมต่อแบ่งปันเครื่องพิมพ์ การเข้าถึงข้อมูลระหว่างเครื่องกันได้ เปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งก็ยังต้องติดตั้งบนระบบ DOS เช่นเดิม

 


Windows for Workgroup 3.11  (1993)
เป็นการปรับปรุง Workgroups เดิมให้สามารถรสนับสนุนการเข้าถึงไฟล์ 32 บิตและทำงานในระดับเครือข่าย 32 บิตอย่างแท้จริง ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ต้องใช้ CPU ระดับไม่น้อยกว่า 386SX โดยออกระบบในทางธุรกิจเมื่อ  8 พฤศจิกายน ในปีเดียวกัน




Windows 95 (1995)
นับเป็นการปฎิวัติรูปแบบระบบปฎิบัติการใหม่หมด เป็นครั้งแรกของระบบปฎิบัติการ windows ที่ไม่ต้องติดตั้งระบบ DOS ก่อน นอกจากนี้ User Interface รวมถึง การเข้าถึงระบบ Windows รูปแบบใหม่ บนระบบที่มีความเสถียรภาพ การเข้าถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบ Plug&Play นอกจากนี้ยังเป็นระบบปฎิบัติการที่ใช้ทรัพยากรพื้นที่ติดตั้งระบบที่สูงขึ้นลนพื้นที่ประมาณ 50 MB ที่สำคัญต้องใช้แรมสำหรับการทำงานสูงมากกว่า 8 MB ด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบปฎิบัติการที่สนับสนุน USB ในช่วงที่มีการออกรุ่นปรับปรุงเป็น Windows 95 OSR 2.1  (เมษายน 1997) เปิดตัว Windows 95 เมื่อ 24 สิงหาคม 1995


Windows 98 (1998)
เป็นอีกระบบปฎิบัติการ(code name : Memphis) แห่งพัฒนาการที่แปรเปลี่ยนโลกของการใช้งานคอมพิวเตอร์ การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นที่สำคัญด้วย inferface ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น ฉลาด ในการเข้าถึง Device ต่างๆอย่างง่ายและรวดเร็ว รองรับการ์ดแสดงผลแบบใหม่แทน interface แบบ PCI แบบเดิมที่รวดเร็วยิ่งขึ้นเรียกว่า AGP (Accelerated Graphics Port) และการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านช่องทาง USB ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และในระบบปฎิบัติการนี้มีการเพิ่มการใช้งานหลายหน้าจอ รองรับ DVD ในตัว สนับสนุนระบบไฟล์ FAT32 ซึ่งทำให้สามารถรองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดที่สูงกว่า 2GBต์ได้ คอมพิวเตอร์สามารถแชร์อินเทอร์เน็ตผ่านแลนได้ด้วยช่องทาง Network address translation (NAT) และโปรแกรมการเชื่อมต่ออื่นๆที่ทำให้การเชื่อมต่อ การแบ่งปันข้อมูลเป็นเรื่องง่าย    วางจำหน่ายวันที่ 25 มิถุนายน 1998 (พ.ศ.2541) และรุ่นอัปเดต Windows 98 Second Edition ออกวางจำหน่ายหลังจากนั้นอีกปีคือ วันที่ 10 มิถุนายน 1999 หรือ พ.ศ. 2542


 

เนื่องจากเรื่องราวพัฒนาการของ Windows ยังมีน่าสนใจอีกมาก ติดตาม part 2 ในเร็ววันนี้
ข้อมูลอ้างอิง
http://www.dipity.com/cmclellan/The-History-of-Windows/?mode=embed&z=0#timeline
Readmore...
Sunday, February 1, 2015

แนะนำระบบปฎิบัติการ Windows 10

2 comments
 
การมาของ Windows 8 ทาง mediathailand ได้เคยทดลองดาวน์โหลด ทดลองใช้งานและสรุปเพื่อนำมานำเสนอความก้าวหน้าของระบบปฎิบัติการที่เปลี่ยนสภาพในเกือบทุกๆด้านมาแล้ว มาคราวนี้ขอประมวลความน่าใช้ของระบบปฏิบัติการอีกขั้นของไมโครซอฟท์อีกครั้ง



ช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา มีข่าวความก้าวหน้าของระบบปฎิบัติการยอดนิยม Windows ในเวอร์ชั่นใหม่ ต่อจาก Windows 8.x ที่ปฎิวัติวงการของระบบปฎิบัติการของการสั่งการด้วยปลายนิ้วสำผัส ซึ่งข่าวกล่าวว่านอกจากจะยังคุณสมบัติของ Windows 8 เช่นเดิมแล้ว ก็จะมาพร้อมกับ Snap Assist ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานแบบ Multiple Desktop ได้อย่างราบรื่น แต่ก็เป็นที่ถกเถียงถึงรุ่นหรือเวอร์ชั่นที่ใช้เรียกว่าจะเป็นรหัสเวอร์ชั่นอะไร หลายรายฟันธงว่าเป็น Windows 9

แต่หลังจากที่มีระบบปฎิบัติการออกมาให้นักทดลองได้ดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ความชัดเจนของ Windows ใหม่ ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ว่า ไม่ใช่ เวอร์ชั่น 9 แต่ประกาศเป็นทางการว่าเป็น Windows 10


 ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีก่อนตัวจริงออกใน 22 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยทั้งระบบ 32 bit และ 64 bit ในชื่อรุ่นที่เรียกว่า Windows 10 Technical Preview
ดาวน์โหลดที่  http://windows.microsoft.com/en-us/windows/preview-iso


เรามาดูกันว่ามีอะไรใหม่ใน Windows 10 ที่น่าใช้จริงๆกันบ้าง
 
 
1.Start Menu Returns
ในเวอร์ชั่นนี้จะได้ปุ่ม Start Menu แบบที่มีใน Windows XP หรือ Windows 7 กลับมา หลังจากที่หายไปใน Windows 8 และ Windows 8.1 ซึ่งใน Start Menu ใน Windows 10 สามารถเลือก Apps ที่ใช้งานมาวางใน Start Menu นอกจากนี้ยังสามารถปรับขนาดความกว้างของ Menu Start หรือ App ได้ด้วย
 
 
2.Cortana on Desktop
นอกจากจะได้ Start Menu กลับคืนมาและยังมีความยืดหยุ่นดังที่กล่าวไปแล้ว ในเวอร์ชั่นนี้ ยังได้  Cortana ที่นำมาใช้ได้อย่างวิเศษบน Desktop  โดย Cortana นั้นสามารถเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกบน Taskbar ของ Windows รวมถึง รองรับกับ platform อื่นๆ ด้วย
 
 
3.Snap Assist
 หลายคนเคยได้ใช้คุณลักษณะเฉพาะของ Windows 8 ที่เรียกว่า Snap Assist มาแล้ว ซึ่งการ Snap Assist เป็นส่วนช่วยในการบริหารจัดการ Application ที่ run บน windows ให้แสดงผลบนหน้าจอ พร้อมๆกัน 2 โปรแกรม(ตามค่ามาตรฐาน) แต่ใน Windows 10 สามารถSnap ได้ถึง 4 Application 
 หมายเหตุ
Snap Assist
การ Snap บนหน้าจอวินโดวส์นั้น โดยปกติ เราใช้วิธีคลิกเมาส์ที่ Title bar ค้างเอาไว้ แล้วลากเมาส์ไปยังทางขอบด้านซ้ายหรือขวาของหน้าจอ  เมื่อลากข้ามไปยังขอบจอแต่ละด้านดังกล่าว หน้าต่างโปรแกรมหรือApplication  นั้นก็จะแสดงผลเพียงครึ่งหนึ่งของด้านจอที่เราเลือกไว้ (หรือจะใช้ ปุ่ม Windows ร่วมกับปุ่มลูกศร ทั้ง 4 ปุ่มก็ได้)
 

4. Universal Apps
เป็นที่ยอมรับแล้วว่า Windows เอง มี Apps ไม่น้อยกว่าระบบปฎิบัติการใดๆ ซึ่งใน Windows 10 มี Apps ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดนับ 10 ล้านรายการ และ Apps เหล่านี้สามารถใช้งานบน Device ได้ทุกประเภท เข่น เกม, วิดีโอ รวมถึงชุดทำงานโปรแกรม Office ของไมโครซอฟท์เอง


5.Project Spartan Browser
อีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นที่ได้มีการพัฒนาให้กับ Browser เวอร์ชั่นใหม่ที่มีคุณสมบัติฉลาดสุดๆ ไม่ว่าจะมีส่วนอ่านไฟล์ข้อมูล PDF ได้ทันที การเลือกข้อมูลบางส่วนในหน้าเว็บไซต์หรือเขียนเพิ่มเติมข้อมูล แล้วทำการแชร์ข้อมูลทั้งหมดได้โดยตรง
อ้างอิง
http://blog.laptopmag.com/windows-10-top-features
http://www.tomsguide.com/us/microsoft-windows-10-project-spartan,news-20336.html



นอกจากนี้ยังมีข่าวแว่วมาว่า ผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Windows 7, Windows 8 และ Windows 8.1 จะสามารถอัพเกรดเป็น Windows 10 ได้ฟรีภายใน 1 ปีแรกหลังจากวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันจากไมโครซอฟท์โดยตรง หากข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากไมโครซอฟท์จริงๆก็จะนำมาแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
อ้างอิง
http://www.techradar.com/news/software/operating-systems/windows-7-and-8-1-pcs-will-get-direct-upgrade-to-windows-10-1278884

http://www.computerworld.com/article/2825116/free-at-last-after-windows-10-consumers-wont-pay-for-updates-or-upgrades.html

http://www.idigitaltimes.com/windows-10-free-upgrade-will-windows-81-users-get-newest-version-os-without-having-386841

http://www.pcpro.co.uk/operating-systems/1000149/will-windows-10-be-a-free-update


ข่าวแถลงการแนะนำระบบปฎิบัติการในงาน Microsoft Windows 10 Event January 2015

Readmore...
Thursday, May 15, 2014

เลือกซื้อ set top box ได้ media Player box ด้วย

0 comments
 


Media Player Box คืออะไร นักดูหนังภายในบ้านคงรู้จักกันดี ซึ่งเจ้า Media Player Box ถือเป็นสื่อ หรืออุปกรณ์มัลติมีเดียที่ให้ความเพลิดเพลินด้านดิจิตอลเชื่อมต่อเข้ากับโทรทัศน์ รองรับไฟล์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น Mpeg1, Mpeg2, Mpeg4, AVI , Divx 3.11, 4x,5x , Xvid, หนัง DVD ( IFO , VOB) , VCD (.dat), jpg, bmp, gif, mp3 

ซึ่งปัจจุบัน Media Player Box  มีหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายราคา มีทั้งแบบเฉพาะตัวกล่องถอดรหัสสัญญาณที่ไม่มี Harddisk กับแบบที่มี Harddisk เก็บข้อมูลไฟล์ดิจิตอลในตัว ราคาต่ำสุดที่ไม่มี harddisk ก็ ร่วม 2,000 บาท แต่การมาของ set top box นับเป็นอีกปรากฏการณ์ในอนาคตที่จะทำให้ Media Player Box ต้องพบกับปัญหาแน่นอน เพราะ  set top box ทุกรายในราคาประมาณ พันกว่าบาท นอกจากจะรับรายการทีวีดิจิตอลแล้ว ยังพ่วงด้วยความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียระดับ HD ได้เช่นเดียวกับ Media Player Box ราคา 2,000 กว่าบาทด้วย คุณสมบัติ จุดเชื่อมสัญญาณออกแบบ HDMI ยังมีช่องเชื่อมต่อสัญญาณเข้าจากแหล่งภายนอกแบบ USB ซึ่งแน่นอนว่า หากท่านมีแหล่งเก็บไฟล์มัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Harddisk external หรือ Flash drive ก็แน่ใจได้เลยว่า ท่านสามารถเล่นไฟล์ดิจิตอลนั้นในแบบ media player box ได้อย่างสมบูรณ์

Readmore...

พื้นที่และแผนการกระจายสัญญาณทีวีดิจิตอล

0 comments
 
แผนการกระจายสัญญาณระบบทีวีดิจิตอล
 
 
หลังจากที่การประมูลขอรับใบอนุญาตการส่งสัญญาณทีวีระบบดิจิตอลผ่านพ้นไปแล้ว ก็เริ่มมีการทดลองออกอากาศทีวีระบบดิจิตอลกัน ซึ่งในตลอดปี 2557 ผู้ได้รับสัมปทาน ก็ดำเนินการส่งสัญญาณรวม 48 ช่อง โดยจะเริ่มจากในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน โดยมีการส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว  4 ราย 4 ช่อง ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. คือ ไทยพีบีเอส กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพบก และ อสมท.ส่วนรายอื่นจะดำเนินการไปตามข้อ กำหนดของ กสทช. ครอบคลุมทั่วประเทศจะมีแผนดังนี้ คือ
 
 

ปีที่ 1 พื้นที่กระจายสัญญาณครอบคลุม 50%
ปีที่ 2 พื้นที่กระจายสัญญาณครอบคลุม 80%
ปีที่ 3 พื้นที่กระจายสัญญาณครอบคลุม 90%
ปีที่ 4 พื้นที่กระจายสัญญาณครอบคลุม 95%

โดยประมาณการว่าจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน 22 ล้านครัวเรือน โดยมีแผนกำหนดพื้นที่การแพร่สัญญาณเป็นไปตามกำหนดในแต่ละช่วงเดือน รายจังหวัดตามตารางด้านล่าง
 

สำหรับช่องสัญญาณทั้ง  48 ช่องนี้ ยังถูกกำหนดรูปแบบตามสัดส่วน หรือ รูปแบบของช่อง คือ

ช่องรายการทีวีดิจิตอล หมวดสาธารณะ 12 ช่อง

                 ออกอากาศทางช่อง 1-12 เช่น ช่อง 5, NBT, TPBS ฯลฯ
          

ช่องธุรกิจ 24 ช่อง ประกอบด้วย

ช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 3 ช่อง คือ
                ช่อง 13 - BEC (ช่อง 3)
                 ช่อง 14 - MCOT
                 ช่อง 15 - TV Pool
ช่องข่าวสารและสาระ 7 ช่อง คือ
                ช่อง 16 - TNN
                 ช่อง 17 - TVPool
                 ช่อง 18 - Dailynews
                 ช่อง 19 - Spring News
                 ช่อง 20 - สามเอ (Bright TV)
                 ช่อง 21 - Voice TV
                 ช่อง 22 - Nation
ช่องวาไรตี้ ความคมชัดระดับปกติ (SD) 7 ช่อง คือ
                ช่อง 23 - Workpoint
                 ช่อง 24 - True
                 ช่อง 25 - GMM
                 ช่อง 26 - กรุงเทพธุรกิจทีวี (เครือ Nation)
                 ช่อง 27 - RS
                 ช่อง 28 - BEC
                 ช่อง 29 - MONO
ช่องวาไรตี้ ความคมชัดสูง (HD) 7 ช่อง คือ
                ช่อง 30 - MCOT
                 ช่อง 31 - GMM
                 ช่อง 32 - ไทยรัฐ
                ช่อง 33 - BEC (ช่อง 3)
                 ช่อง 34 - AMRIN
                 ช่อง 35 - ช่อง 7
                 ช่อง 36 - PPTV
ช่องบริการชุมชน 12 ช่อง
           คือช่องเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น หรือช่องรายการทีวีดาวเทียมท้องถิ่น ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรับชมได้ในรายการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ
Readmore...
Friday, May 9, 2014

วิทยุ-โทรทัศน์ดิจิตอลคืออะไร

0 comments
 
วิทยุ-โทรทัศน์ดิจิตอล (Digital Broadcasting) หมายถึง การส่งผ่านภาพและเสียงโดยสัญญาณดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพสูง ภาพและเสียงคมชัด สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบอนาล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณ และทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าด้วย



การเปลี่ยนระบบจากอนาล็อกเป็นดิจิตอล เป็นกระแสของโลก ทั้งในกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ต่างๆ ดังนี้
1.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านดาวเทียม (The Digital Video Broadcasting - Satellite System) หรือ DVB-S
2.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านสายเคเบิ้ล (The Digital Video Broadcasting - Cable System) หรือ DVB-C
3.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลภาคพื้นดิน (The Digital Video Broadcasting - Terrestrial System) หรือ DVB-T
จุดใหญ่ที่จะทำให้ดิจิตอลทีวีต่างจากอนาล็อกทีวีมากคือเทคนิคในด้านนี้ ซึ่งเราเองก็จะเริ่มเห็นจากตัวอย่างของระบบโทรศัพท์ที่เปลี่ยนจากอนาล็อกมาเป็นดิจิตอล ในทำนองคล้ายกัน โทรทัศน์ดิจิตอลจะกลายเป็นสื่อผสมชนิดหนึ่ง (Multimedia) โดยเป็นสื่อผสมที่มีความเร็วสูงสุด สื่อผสมในที่นี้จะประกอบด้วยภาพ เสียงและข้อมูลภาพที่เราจะได้จาก ดิจิตอลทีวีก็จะขึ้นเป็นระดับความคมชัดสูง (HDTV) ภาพที่รับชมก็สามารถโต้ตอบ (Interactive) ได้

ประเทศไทยจะมีทีวีดิจิตอล ซึ่งเป็นช่องฟรีทีวี หรือที่ประชาชนสามารถรับชมได้เป็นการทั่วไป จำนวน 48 ช่อง เริ่มออกอากาศ ตั้งแต่กลางปี 2557 และจะยกเลิกระบบทีวีอะนาล็อกภายในปี 2559   สำหรับมาตรฐานของทีวีดิจิตอลแล้ว กสทช.ได้เลือกใช้ระบบส่งสัญญาณแบบ DVB-T2 : Digital Video Broadcasting-Second Generation Terrestrial) ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรป และเป็นระบบที่ใหม่และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นระบบที่ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ก็เลือกใช้เช่นกัน

อ้างอิง : http://bcp.nbtc.go.th/knowledge/detail/369
Readmore...

กล่องแปลงสัญญาณ (Set-top Box) คืออะไร

0 comments
 
เครื่องรับโทรทัศน์รุ่นใหม่จอแบนส่วนใหญ่เป็นเครื่องรับโทรทัศน์ที่สามารถรับชมรายการที่ส่งมาเป็นระบบดิจิตอลได้ แต่ถ้าเป็นเครื่องรับโทรทัศน์รุ่นเก่า ลักษณะกล่องสี่เหลี่ยม จอใหญ่ๆ  ก็จะต้องมีอุปกรณ์เสริม เพื่อให้สามารถรับสัญญาณดิจิตอลที่จะทำการออกอากาศในระบบใหม่ ซึ่งก็คือกล่องแปลงสัญญาณดิจิตอล ให้มีสัญญาณที่ทีวีแบบดั้งเดิมสามารถรับสัญญาณ เข้าสู่ระบบของภาพและเสียงทีสามารถรับชมได้


กล่องแปลงสัญญาณนี้ เรียกว่า Set-top box คือ กล่องที่สามารถวางไว้บนจอใหญ่ๆ ของเราได้ เหมือนกับกล่องที่มาเวลาเราติดตั้งจานดาวเทียม หรือเคเบิลทีวี เพราะฉะนั้น เวลาเปลี่ยนไปสู่ทีวีดิจิตอล ถ้าซื้อกล่องนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อจอทีวีใหม่ ให้ติดตั้งเครื่องนี้ แล้วก็สามารถรับชมได้ตามปกติ
สำหรับผู้บริโภค เราต้องซื้อกล่องดำๆ ต่อกับเครื่องเก่า หรือซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนเพิ่มเติมของผู้บริโภค และต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร กว่าที่คนไทยทุกคนจะมี Set-top box หรือเครื่องรับทีวีดิจิตอลได้ครอบคลุมทั่วประเทศ


อ้างอิง : http://bcp.nbtc.go.th/knowledge/detail/376
Readmore...

เตรียมตัวอย่างไรเพื่อรองรับทีวีดิจิตอล

0 comments
 
มีคำถามมากมายว่า ทีวีดิจิตอล คืออะไร ดีอย่างไร จะรับชมได้ไหม ดูได้ทั่วประเทศไหม และอีกหลายคำถาม หมวดทีวีดิจิตอล จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้สมาชิกผู้สนใจ ได้รับรู้ และเตรียมความพร้อม ก้าวไปสู่การรับชมความคมชัดของสัญญาณทีวีระบบใหม่กัน


เตรียมตัวอย่างไรเพื่อรองรับทีวีดิจิตอล
1. ถ้าท่านใช้ โทรทัศน์ระบบแอนะล็อก หรือโทรทัศน์ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ Smart TV หรือ โทรทัศน์จอแบนต่างๆ ล้วนเป็นโทรทัศน์รุ่นเก่าระบบแอนะล็อคท่านไม่ต้องเปลี่ยนโทรทัศน์ใหม่ ท่านสามารถรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลได้ง่ายๆเพียงนำโทรทัศน์เครื่องเดิมที่ใช้อยู่เชื่อมต่อกับ Set Top Box (STB) หรือกล่องแปลงสัญญาณ กล่องตัวนี้จะช่วยเปลี่ยนสัญญาณจากระบบแอนะล็อคเป็นระบบดิจิตอลโดยท่านไม่ต้องซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่  โดยมีหนวดกุ้งหรือเสาก้างปลาเป็นตัวรับสัญญาณ


 2. ถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ เป็นโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่มีดิจิตอลจูนเนอร์ในตัวรับสัญญาณ (integrated  Digital Television หรือ iDTV) สังเกตุได้จากจะมี โลโก้ น้องหนูดูดี ซึ่งสามารถรับสัญญาณดิจิตอลได้โดยไม่ต้องใช้กล่องแปลงสัญญาณหรือ Set Top Box  เพียงท่านต่อโทรทัศน์ iDTVกับเสาก้างปลาหรือหนวดกุ้ง ท่านสามารถรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลได้แล้ว ซึ่งวิธีนี้ผู้รับชมจะสามารถรับชมจำนวนช่องได้ทั้งหมด 48 ช่องพร้อมกับคุณภาพความคมชัดปกติ SD (Standard Definition) และความคมชัดสูง HD (High Definition)



3. ถ้าท่านรับชมโทรทัศน์ด้วยจานดาวเทียมหรือผ่านเคเบิ้ล ท่านสามารถรับชมรายการได้ทั้งหมด 36 ช่อง ซึ่งไม่รวมช่องบริการชุมชนทั้ง 12 ช่อง เนื่องจากช่องบริการชุมชนจะให้บริการแปรผันไปตามภูมิภาคที่รับชม ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งระบบจานดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีไม่สามารถดึงสัญญาณภาพไปให้บริการได้ แต่คุณภาพความคมชัดอาจจะไม่เท่ากับการต่อสัญญาณผ่านเครื่องแปลงสัญญาณหรือ Set Top Box (STB)   
เพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอลได้แล้ว



หากมีปัญหาหรือสงสัยเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่เบอร์ 1200 ต่อกลุ่มงานขับเคลื่อนกิจการโทรทัศน์และวิทยุในระบบดิจิตอล

อ้างอิงข้อมูลจาก





http://digital.nbtc.go.th/index.php/2013-07-04-05-03-24
Readmore...

ทีวีดิจิตอล คืออะไร

0 comments
 
ทีวีดิจิตอล คืออะไร
มีคำถามมากมายว่า ทีวีดิจิตอล คืออะไร ดีอย่างไร จะรับชมได้ไหม ดูได้ทั่วประเทศไหม และอีกหลายคำถาม หมวดทีวีดิจิตอล จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้สมาชิกผู้สนใจ ได้รับรู้ และเตรียมความพร้อม ก้าวไปสู่การรับชมความคมชัดของสัญญาณทีวีระบบใหม่กัน


ดิจิตอลทีวี คือระบบการส่งสัญญาณแบบใหม่ที่ใช้ระบบดิจิตอล ในการส่งสัญญาณภาพและเสียง จากเสาส่งของสถานีออกอากาศ ไปยังโทรทัศน์ของผู้รับบริการที่มีความคมชัดของภาพและเสียงสูงกว่าระบบอนาล็อก(แบบเดิม) ปราศจากสัญญาณรบกวน


ปี 2557 เป็นจุดเริ่มต้นที่ ประเทศไทยจะเปลี่ยนระบบโทรทัศน์ในระบบอนาล็อก(Analog)แบบเดิม ไปสู่ระบบดิจิตอล(Digital) หรือที่เรียกว่า ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital television)  การเปลี่ยนระบบครั้งนี้ถึงแม้เป็นไปตามพัฒนาการของโลก โดยสหภาพโทรคมนาคม (International Telecommunication Union-ITU) ได้เสนอให้ประเทศต่างๆเปลี่ยนการออกอากาศในระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอลในปี พ.ศ. 2558 สอดคล้องกับที่ประชุมร่วมรัฐมนตรีไอซีทีอาเซียน  (The 10th ASEAN Telecommunications and IT Ministers’ Meeting : 10th TELMIN) ครั้งที่ 10 ที่ได้ร่วมกันวางกรอบเวลาการเลิกออกอากาศทีวีในระบบดิจิตอลให้มีในระหว่างปี 2558-2563



การพัฒนาเทคโนโลยีโทรทัศน์ในระบบ Digital ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการของกิจการโทรทัศน์อีกครั้งที่สําคัญของประเทศไทย  เพราะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการส่งสัญญาณ รวมถึงการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด จาดช่วงความถี่เดิมที่ทำการกระจายสัญญาณโทรทัศน์ระบบอนาล็อกแบบเดิมจากช่องรายการเพียงช่องเดียว แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีระบบ Digital จะสามารถออกอากาศได้มากถึง 8-25 ช่องรายการด้วยคุณภาพทั้งภาพและเสียงที่ดีกว่าเดิมมากมาย  การที่มีช่องรายการมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขัน ส่งผลให้รายการ สาระเนื้อหา มีคุณภาพ และมาตรฐานสูงสุด ประชาชนผู้รับบริการ จะมีโอกาส เลือก ในการเข้าถึงรายการ สาระ ข้อมูลข่าวสารและบริการที่มีความหลากหลายและมีคุณภาพอย่างจริงจัง ในอีกไม่นานนี้
Readmore...
Tuesday, May 6, 2014

เทคโนโลยีของระบบโทรศัพท์

0 comments
 
 
ความเร็วของแต่ละยุค หน่วยเป็น กิโลบิตต่อวินาที (kbps)
1G : 2.4 kpps สื่อสารด้วยเสียงเท่านั้น ยังเป็นระบบอะนาลอก
2G : 64 kbps สื่อสารด้วยเสียงได้ชัดเจนขึ้น ให้สัญญาณครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเป็นยุคแรกของการใช้มาตรฐานดิจิตอลในระบบ GSM และ CDMA
3G : 2000 kbps สื่อสารได้ทั้งเสียงและข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ, มัลติมีเดีย และอินเทอร์เน็ต ถือเป็นยุคแรกของการเป็นโมบายบรอดแบนด์
4G : 100,000 kbps สื่อสารกันด้วยข้อมูลเป็นหลักหรือว่าง่ายๆ คือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแทนการสื่อสารด้วยเสียง ใช้โปรโตคอลมาตรฐานการสื่อสารแบบ LTE และเป็นโมบายบรอดแบนด์อย่างแท้จริง
..........................................................................
เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเข้าถึงข้อมูล การติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็ว มีความคงที่ของสัญญาณ ที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จากโทรศัพท์ไร้สายพื้นฐาน ในยุด 1 G  มาถึงเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายล่าสุดอย่าง 4G LTE ผ่านกระบวนการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง เรามาทำความเข้าใจของเทคโนโลยีดังกล่าวในแต่ละ Generation กันว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร



1 Generation : 1G
เป็นยุคแรกของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยุคนั้นถือได้ว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีราคาแพง มีน้ำหนักมาก เหมาะสมกับคำว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่มากๆ การเชื่อมต่อสัญญาณในยุคแรก จะอยู่ในรูปแบบ Analog ที่สามารถส่งสัญญาณในรูปแบบเสียงได้อย่างเดียว การรับส่งสัญญาณจะต้องส่งไปยังสถานีฐาน (Based-station) ซึ่งสัญญาณต้องแรงพอที่จะส่งไปยังเครื่องปลายทางได้ ระบบรับส่งต้องใช้ทรานซิสเตอร์ภาครับและขยายกำลังสูง ที่สำคัญต่องใช้แรงไฟที่สูงตาม แบตเตอรี่ที่ใช้จึงมีขนาดใหญ่และหนัก ส่งผลให้มีความร้อนสูงตามไปด้วย จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โทรศัพท์ในยุคนั้นมีขนาดใหญ่มาก

ซึ่งสัญญาณ.......................................................................................................................

2 Generation : 2G
ในช่วงยุคที่ 2 เป็นยุคที่มีการพัฒนาใช้สัญญาณ Digital มาแทน Analog แบบเดิม ยุคนี้ ถือได้ว่า เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร บังเกิด เทคโนโลยีย่อยๆ มากมาย ลเข้ามาสามยุคนี้เป็นช่วงที่ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานพอสมควรและคนที่ใช้โทรศัพท์ในไทยมักจะคุ้นเคยที่สุด เพราะเป็นยุคที่มีการพัฒนาการติดต่อสื่อสารโดยใช้สัญญาณแบบดิจิตอลแทน ซึ่งทำให้สามารถส่งข้อมูลหรือ Data ได้เพิ่มขึ้น  โดยถ้าจะให้ไล่เรียงกันทั้งสามยุคนั่นก็คือ



2G คือการใช้ระบบ GSM สามารถโทรหากันข้ามเครือข่ายได้จากที่ไม่สามารถทำได้ในยุค 1G และเป็นยุคที่สามารถส่งข้อความ SMS หรือ Short Message Service ได้
2.5G เป็นการต่อยอดในการส่งข้อมูลให้ดีขึ้นด้วยบริการรับส่งข้อมูลที่เรียกว่า GPRS (General Packet Radio Service)
สุดท้ายยุค 2.75G เป็นการพัฒนาการส่งสัญญาณให้ดีขึ้น, เร็วขึ้นและได้ปริมาณที่มากขึ้นซึ่งนั่นก็คือ EDGE (Enhanced Data rates for GSM Evolution)
โดยทั้งสามยุคนี้ คนหันมาใช้บริการข้อมูลกันเพิ่มมากขึ้นและเป็นยุคที่มีอุปกรณ์ออกมารองรับการใช้งานข้อมูลเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

3 Generation : 3G
จะบอกว่าตอนนี้คนไทยอยู่ในยุคนี้ก็คงจะใช่หล่ะนะครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วตอนนี้เราใช้โทรศัพท์ที่ส่วนใหญ่เป็นสมาร์ทโฟนเกือบทั้งหมด หันมาใช้บริการข้อมูลมากการใช้บริการเสียงจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เสียอีก ซึ่งยุคแห่งการใช้ข้อมูลนี้ความเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเลยเกิดยุคของโทรศัพท์ยุคที่ 3 หรือ 3G ขึ้นมานั่นเอง โดยจะใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า UTMS (Universal Mobile Telecommunications System) เป็นแกนหลัก
อันที่จริงแล้วยุค 3G ก็ไม่ต่างกับ 2G ที่มีอยู่ 3 ช่วงเหมือนกันนั่นคือ ในยุคแรกความเร็วในการรับข้อมูลสูงสุดจะอยู่ที่ 2 Mbps และต่อมาก็เริ่มมีการพัฒนาความเร็วจนปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคที่เป็น 3.5G และ 3.75G (ขึ้นอยู่กับพื้นที่) มีความเร็วในการรับข้อมูลสูงสุดอยู่ที่ 21-42 Mbps โดยความเร็วนั้นจะขึ้นอยู่กับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์รับสัญญาณและความหนาแน่นในการใช้งานของพื้นที่นั้นๆ ด้วย และสามารถสังเกตง่ายๆ ว่าตอนนี้เราใช้ระบบ 3G แบบใดบนโทรศัพท์ โดยดูที่สัญลักษณ์สัญญาณข้อมูลว่าเป็น 3G, H หรือ H+

4 Generation : 34
ยุค 4G LTE ยุคแห่งการบริโภคข้อมูลด้วยความเร็วแบบสุดๆ
อย่างที่บอกไปในตอนแรกแล้วว่าชื่อ 4G นั้นถูกเรียกให้เก๋ๆ โดยอันที่จริงแล้วนั้นมันคือยุคของ 3.9G โดยยุคนี้จะเป็นอีกขั้นของการใช้งานข้อมูลโดยจะให้ความสำคัญกับความเร็วเป็นสำคัญ ซึ่งความเร็วที่ 4G LTE จะสามารถทำได้สูงสุดนั้น มีการรับข้อมูลได้ถึง่ 100Mbps และส่งข้อมูลอยู่ที่ 50Mbps โดยมีการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี 3G ว่ามี 4G LTE นั้นความเร็วมากกว่าถึง 7 เท่า


ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Android, iOS หรือ Windows Phone ก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คุณเห็นแบบเดียวกันที่มุมขวาบนของหน้าจอ คือตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งบางครั้งก็ขึ้นเป็นตัว E บางครั้งเป็น 3G บางครั้งก็ขึ้นเป็นตัว H
ตัวอักษรเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงตัวอักษรธรรมดา โดยแต่ละตัวสามารถบอกได้ว่าเครือข่ายไร้สายที่คุณกำลังเชื่อมต่ออยู่ในขณะนั้นเป็นชนิดใด ซึ่งแต่ละแบบมีความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่แตกต่างกันมาก มาดูกันว่ามีสัญลักษณ์แต่ละตัวหมายถึงอะไร

"LTE" - Long Term Evolution (4G)
เมื่อขึ้นสัญลักษณ์ LTE หมายถึงในขณะนั้นผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงในระดับ 4G ซึ่งในทางทฤษฎีมีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุดถึง 100Mb/s การเชื่อมต่อ 4G LTE ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดวิดีโอสตรีมมิ่งที่มีความละเอียดสูงระดับ HD ได้อย่างรวดเร็ว แต่ 4G LTE ในประเทศไทยล่าสุด (เมษายน 2014) มีผู้ให้บริการเครือข่ายเพียงบางเจ้าเท่านั้นที่พร้อมให้บริการและยังมีพื้นที่ใช้งาน 4G LTE บางแห่งเท่านั้นในกรุงเทพฯ

"H+" - HSDPA Plus
HSDPA Plus เป็นเครือข่ายไร้สาย 3G ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 21Mb/s สัญลักษณ์ดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นที่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สาย 3G HSDPA+ (ยกเว้นในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 4.4 KitKat จะแสดงเพียงสัญลักษณ์ "H" เท่านั้น แต่ถ้ารองรับ HSDPA+ และอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณไปถึงก็ใช้งานได้ตามปกติ)

"H" - HSDPA (High Speed Downlink Packet Access)
HSDPA เป็นเครือข่ายไร้สาย 3G รุ่นก่อนหน้าของ HSDPA+ โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสูงสุด 7.2Mb/s ซึ่ง HSDPA ถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการดาวน์โหลดวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูงระดับ HD แต่อย่างไรก็ตามที่ความเร็วระดับนี้สามารถท่องเว็บไซต์และฟังเพลงสตรีมมิ่งได้เป็นอย่างดี

"3G" 3rd Generation (บางครั้งเรียกว่า UMTS)
3G เป็นเครือข่ายไร้สาย 3G ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล 2Mb/s ซึ่งเป็นความเร็วที่เพียงพอสำหรับใช้งานวิดีโอคอลล์ และเป็นความเร็วที่ยังสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและอีเมล์ได้

"E" - EDGE (Enhanced Data Rates for GSM Evolution)
EDGE คือเครือข่ายไร้สาย 2.75G ซึ่งมีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสุดสุด 384 kb/s มีความเร็วน้อยกว่า 3G และยังอยู่ในโครงข่าย GSM (2G) ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในยุคแรกๆ ที่มือถือสามารถใช้งาน Mobile Internet ได้ ปัจจุบัน EDGE ก็ยังเปิดใช้งานอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณ 3G ส่งไปไม่ถึงหรือติดเงื่อนไข-ข้อจำกัดของผู้ให้บริการ

"G" - GPRS (General Packet Radio Service)
GPRS เป็นเครือข่ายไร้สาย 2.5G ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสูงสุด 115kb/s ซึ่งเพียงพอสำหรับการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ที่ไม่มีรายละเอียดเยอะมากนัก เช่น ตารางเวลาการเดินรถไฟ (การดาวน์โหลดผ่าน GPRS จะค่อนข้างช้าและใช้เวลานาน) GPRS ถือเป็นเครือข่ายไร้สายที่ให้บริการด้านข้อมูล (Mobile Internet) ที่เก่าแก่ที่สุด



ในปี 2013 ที่ผ่านมา มีผู้ใช้ Smartphone มากถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับผู้ใช้โทรศัพทืมือถือแบบธรรมดาหรือ ฟีเจอร์โฟนทั่วไป คาดว่าในปี 2017 จะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเป็น 1 ใน 2 เมื่อเทียบกับผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนทั่วไป และมีเปอร์เซ็นต์การเข้าถึงข้อมูลต่างๆบนเว็บผ่าน Smartphone เพิ่มขึ้นถึง 8.3%


19% : ประสิทธิภาพของเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
16% : ความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
10% : ติดต่อสื่อสารได้ระหว่างที่กำลังเดินทาง
10% : ข้อเสนอในส่วนของค่าทำเนียมหรือค่าบริการต่างๆ
10% : การบริการลูกค้า



LTE  เป็นหนึ่งมาตรฐานจากกลุ่ม Third Generation Partner Ship Project (3GPP) ที่มุ่งเป้าในเรื่องของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนระบบ Mobile ไปสู่ระบบ Mobile ยุคต่อไปที่อาจจะเรียกว่าเป็นยุค 4 (4G ) ซึ่งสถาปัตยกรรมแนวคิดการพัฒนานั้น LTE น่าจะเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยี 3G  ทางเทคนิคนั้น LTE ถูกสร้างอยู่บนพื้นฐานของ GSM, GPRS,EDGE และ WCDMA รวมถึง HSPA อีกด้วย ปัจจัยหลักของ  LTE คือการเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล การดาวน์โหลดและ อัพโหลด (Download/Upload) และลดค่า Latency หรือ ค่าความหน่วงเวลา ตัวนี้จะเป็นความเร็ว จริงๆที่ใช้รับส่งข้อมูล ทำให้ไม่เกิดความล่าช้า หรือ หน่วงเวลามากนักเข้า Concept ของการบริการ แบบ Delay Sensitive Servicesทำให้ผู้ใช้บริการจะได้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
LTE จะสร้างปรากฏการณ์ Real-Time, VoIP, VDO Conference คุณภาพสูงผ่านช่องความถี่ 20 MHz ประกอบกับการดาว์นโหลดที่มีความเร็วสูงถึง 100 Mbps(สูงสุดที่ 300Mbps) และอัพโหลดที่ได้มากถึง 50Mbps(สูงสุดที่ 75Mbps) และปิงต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที โดยมีแบนด์วิทธ์อยู่ในช่วงระหว่างช่วง 1.4 เมกกะเฮิร์ตถึง 20 เมกกระเฮิร์ต  ที่สำคัญ LTE ใช้เครื่อข่ายรูปแบบ all-IP Core




ประโยชน์ของการใช้ 4G
ด้วยความเร็วของ 4G Network ที่มีประสิทธิภาพด้านความเร็วสูง (>100 Mbps) การให้บริการ 4G ผ่าน Wi-Fi Adapter จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Internet ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงมี Aircard 4G และ Wifi Adapter เมื่อเชื่อมต่อแล้ว สามารถแชร์สัญญาณ 4G เพื่อให้ใช้พร้อมกัน กับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ Wi-Fiได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสมือนกับถนนที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น ก็สามารถที่จะรองรับรถได้มากขึ้นและวิ่งเร็วได้มากขึ้นด้วย
สรุปการทำงานระบบ LTE  สู่ 4G
1.พื้นฐานแนวคิดการพัฒนานั้น LTE เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี 3G ไปสู่เทคโนโลยี 4G เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานให้ดีขึ้น
2.ในการทำงานระบบ 4G สามารถผ่านประชุมทางไกลคุยแบบโต้ตอบได้ทันที ไม่เหมือน 3G ที่จะมีอาการดีเลย์ แถม 4Gยังได้ภาพคมชัดแบบ HD กว่า 3G ด้วย ( 3G เปรียบดั่งเคเบิ้ลทีวีดาวเทียม ที่ภาพออนแอร์มาจะช้ากว่า 4G ที่คุยกับคนอื่นได้อย่างตาเห็น ถามไปตอบกลับได้ทันทีไม่ต้องรอ แม้จะอยู่ต่างประเทศห่างไกลมากๆก็ตาม )
3. ข้อดีด้วยความเร็วของ 4G ที่เร็วแรงกว่า 3G นี้ การให้บริการ 4G ผ่าน Wifi Adaptor จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Internet ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงมี Aircard 4G และ Wifi Adaptor เมื่อเชื่อมต่อแล้ว สามารถแชร์สัญญาณ 4G เพื่อให้ใช้พร้อมกันกับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ Wifi ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสมือนกับถนนที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น ก็สามารถที่จะรองรับรถได้มากขึ้น และวิ่งเร็วได้มากขึ้นด้วย
4. ความสามารถของระบบ 4G ยังสามารถส่งไฟล์วีดีโอความละเอียดสูง และการถ่ายทอดสดแบบ Live Broadcast แบบ Realtime การประชุมทางไกลแบบ Interactive ที่สามารถโต้ตอบแบบทันที บริการ cloud service สนับสนุนการเรียนผ่านทาง e-learning, การรักษาโรคทางไกล (Telemedicine) และ รวมไปถึงการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเหมาะสำหรับการทำธุรกิจด้านมัลติมีเดียและวีดีโอออนไลน์ในอนาคต
ปัจจุบัน ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี มีการจับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี หวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดย ชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือ “ไอพีวี6” (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลก
Readmore...
Saturday, July 6, 2013

Ultrabook คอมพิวเตอร์พกพาแห่งทศวรรษ

2 comments
 

จากที่เคยเขียนบทความ เรื่อง 8 เหตุผลในการเลือกซื้อ/เลือกใช้ Ultrabook ในนิยามของ intel ไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2555 ก็ลองหาอ่านดูจาก links ข้างบน ช่วงระยะเวลา ปีเศษๆที่ผ่านไป (2013)กระแสการเจริญเติบโตของ Ultrabook ภายใต้นิยามของ intel เริ่มทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้คนในแวดวงไอที เริ่มรู้จักและตอบรับกับเทคโนโลยี Ultrabook ส่งผลให้ราคาของ Ultrabook ลดลงอย่างเห็นได้ชัด (จาก 5 หมื่นกว่าๆ ตอนเปิดตัว จนปัจจุบัน หมื่นเศษก็หาซื้อได้)  


ด้วยภาพลักษณ์ของ Ultrabook ที่มีขนาดเบาและบาง บางประมาณ 1 ซม. (ทั่วๆไปเบาประมาณ 1 กิโลกรัมกว่าๆ แต่การเปิดตัวของ Vaio Pro11 เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 หนักประมาณ 800 กรัมเท่านั้น) ซึ่งเบากว่า Notebook ทั่วไปมาก ซึ่งโดยปกติ Notebook ทั่วไปมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปแทบทั้งสิ้น 

สมรรถนะที่ฉับไว(หรือไวกว่า) เช่นเดียวกับ Tablet  อัตราความเร็วในการเปิดระบบที่รวดเร็วเพียงไม่กี่วินาทีเครื่องก็พร้อมใช้งานแล้ว การปิดระบบก็เร็วทันใจ  Wake up จาก Sleep mode ก็ใช้เวลาเพียง 1-2 วินาที อันเป็นผลมาจากการใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD (Solid state drive) ซึ่งมีประสิทธิภาพในเรื่องของความเร็วในการอ่านเขียนและเข้าถึงข้อมูลได้ไวกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นมากๆ แม้ปัจจุบันจะมีการผสมผสานรูปแบบ Hybrid โดยนำ SSD ประมาณ 24 GB ใช้ร่วมกับฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก   ซึ่งก็ส่งผลให้ต้นทุนราคาต่ำลงบ้าง

 ทำงานได้คล่องตัวภายใต้พื้นฐานครบครันด้วยทัชแพดและคีย์บอร์ดเทียบเท่ากับ Notebook  และอีกหลายปัจจัย ทั้งการเชื่อมต่อ การเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การโอนถ่ายข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยี Touch Screen ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกระบบที่ผสมผสานจาก Tablet มาสู่จอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้การทำงานบนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่มีการทำงานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น  


Ultrabook ทำงานภายใต้นิยามของ CPU แบบประหยัดพลังงาน นอกจากจะความร้อนต่ำแล้วด้วยประสิทธิภาพ ทำให้การใช้งานอย่างต่อเนื่องในโหมดแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า Notebook ธรรมดา ซึ่งบางรุ่นทำงานได้นานมากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป


 ปัจจุบัน Ultrabook ส่วนใหญ่ถูกบรรจุด้วย intel core I series ซึ่งปี 2513 นี้ มาถึง  Generation ที่ 4 แล้ว  และบนพื้นฐานเดียวกับ Notebook ทั่วๆไป เป็นที่มั่นใจได้เลยว่า Ultrabook จะให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่ด้อยหรือดีกว่า Notebook ทั่วๆไป ที่ใช้ในโน้ตบุ๊กปกติเลย ไม่ว่าจะใช้งานอินเทอร์เน็ต การทำงานด้านโปรแกรมทั่วๆไป เล่นเกมหรือชมไฟล์ภาพยนตร์ระดับความละเอียดสูงถึง Full HD ก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุดเลย
 



ปัจจุบันมีการแบ่งกลุ่มประเภทย่อยๆของ Ultrabook  ออกเป็นหลาย class ตั้งแต่ระดับ Hi end ราคามากกว่า หกหมื่นบาท จนมาถึงระดับล่างที่มีราคาแค่หลักหมื่นต้นๆ  และนี่อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ netbook  อีกสายพันธ์หนึ่งของคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ต้องสูญสิ้นไปจากสายการผลิตในทุกๆบริษัท กลายเป็นตำนานปิดท้ายปี 2012



ในปี 2556(2013) Windows 8  กำลังจะ Upgrade ไปสู่ Windows 8.1  ที่ส่งผลให้เป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับการทำงานด้านเครือข่าย ด้านมัลติมีเดีย ด้านการสื่อสารที่ดีที่สุด  ซึ่งเราผู้เป็น User ของวงการไอที คงจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ อีกครั้งในช่วงเดือนกันยายน 2556 นี้

 
พบกับเรื่องราวน่ารู้ ของ Ultrabook อีกมากมาย ได้ที่
Readmore...
Thursday, April 11, 2013

รวมสเปคของ CPU ที่ใช้ใน Notebook ของ ปี 2012-2013

1 comments
 
รวมสเปคของ CPU ที่ใช้ใน Notebook ของ ปี 2012-2013 ที่ยังมีการผลิตนำมาใช้

เพื่อใช้เป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ หรือ notebook แบบต่างๆ ไว้ใช้งาน

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน กลุ่มนี้จะพบในเครื่องที่มีราคาแพง เหมาะสำหรับใช้งานด้านการคำนวนระดับสูง หรือ เล่นเกม 3 มิติ ราคาค่าตัวเครื่อง notebook ประเภทนี้ เกินระดับ 5 หมื่นขึ้นไป

 กลุ่มระดับกลาง จะพบในเครื่องประเภท Ultrabook และ notebook ที่ใช้งานทั่วๆไป ประสิทธิภาพค่อนข้างสูง 


กลุ่มสุดท้ายเป็น CPU ระดับล่าง ที่ใช้ใน notebook ราคาประหยัด หรือ กลุ่มใช้งานทั่วไปด้านสำนักงานด้านอินเทอร์เน็ตและความบันเทิงพื้นฐาน ที่ไม่ต้องการประสิทธิภาพของ CPU สูงมากนัก 
 
จากกลุ่มตารางข้างบนจะเห็นว่าบางลำดับขาดหายไป เนื่องจากรุ่นนั้นๆสายการผลิตได้หยุดการผลิตแล้ว 
Readmore...

สาระ เนื้อหา เรื่องราว ที่ปรากฎอยู่ในบล็อกแห่งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมผลงาน แนวคิด จากการศึกษาเรียนรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงการนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น(ซึ่งจะแจ้ง links ต้นทาง) นำมาเผยแพร่ให้กับท่านที่สนใจ ผ่านช่องทางและเวทีบล็อกแห่งนี้ หากท่านต้องการที่จะแนะนำ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำบล็อกความรู้นี้ ติดต่อพูดคุย(ฝากข้อความ) ได้นะครับ

ขอบคุณที่กรุณาเข้าเยี่ยมชม
mediathailand
สุวัฒน์ ธรรมสุนทร
ข้าราชการบำนาญ สำนักงาน กศน.




ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิก Facebook