Sunday, November 4, 2012

เรียนรู้แนวทางการเลือกซื้อ Smart Phone ที่อิงเทคโนโลยี

0 comments
 
ในช่วงเวลานี้ ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางโลกไอที น้อยคนนักที่ไม่รู้จัก Smart Phone  ซึ่งนับวัน กำลังจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ที่อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆให้ชีวิตคนในสังคมเมือง หากต้องตัดสินใจในการมี Smart Phone เราจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเรา การลงทุนซื้อมาราคาสูง แต่ใช้เพียงแค่โทรออก หรือรับสาย อาจจะไม่คุ้มค่า บทความนี้เขียนจากประสบการณ์จริง ในการเลือกมี เลือกใช้ของผู้เขียนในมุมมองที่อิงเทคโนโลยีต่างๆ

เรามาดูกันว่าหากคิดจะมี Smart Phone ใหม่ หรือจะมีเพิ่ม ควรมีหลักในการเลือกซื้ออย่างไร ให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ขึ้นอยู่กับความชอบ ในรูปลักษณ์ ในแบรนด์ ในงบวงเงินที่ตั้งใจจะซื้อ และสุดท้ายดูที่เทคโนโลยีที่ต้องรองรับการใช้งานเครือข่ายเดิม หรือเครือข่ายที่จะเลืกใช้

ถ้าจะมามองถึงด้านเทคโนโลยี ก็คงต้องศึกษา เรียนรู้เรื่องคุณลักษณะเฉพาะ แต่ขอบอกว่า อย่าตามติดเทคโนโลยี เพราะเราจะไม่มีวันตามทัน แต่ควรเลือก Smart Phone ที่เป็นระบบภาพรวม ท่ามกลางเทคโนโลยีที่จะอยู่กับเรานานๆโดยมองดูในภาพรวมด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้



1. ความเร็ว CPU ที่มีตั้งแต่ ต่ำกว่า 1 GHz ไล่เรื่อยไปถึง 1.7 GHz พิจารณาที่ค่า  ยิ่งสูงยิ่งดี

2. จำนวนแกนของ CPU ที่มีตั้งแต่ Single Core, Dual Core จนถึง Quad Core มาก core ยิ่งดี
แต่อาจจะไม่เสมอไป เพราะ ขนาด Apple iPhone 5 ยังแค่ Dual Core เนื่องจากจำนวนแกน CPU 2 แกนหรือ 4 แกน ไม่ใช่ตัวตัดสินว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่ากัน เพราะมันมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ Smart Phone ทำงานได้ลื่นไหล ซึ่ง Smart Phone ก็มีสถานะเช่นเดียวกับระบบคอมพิวเตอร์ ที่ต้องขับเคลื่อนประสานไปพร้อมกับ หน่วยประมวลผลการแสดงผล  ซึ่งก็คือ GPU อยู่ที่ข้อที่ 5 และประสิทธิภาพของ Chip Set  ในข้อที่ 6 ด้วย


3.ระบบปฏิบัติการ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายค่าย อาทิระบบ iOS ของ Apple, ระบบ Android ของค่าย Google รวมถึง Windows Phone และ Symbian เป็นต้น ตรงนี้แล้วแต่ความชอบ

4.ความละเอียดของหน้าจอแสดงผล มีทั้ง 320x240px, 480x360px, 480x800px,720x1280px, เป็นต้น ค่ายิ่งมากยิ่งดี


5.GPU (Graphics Processing Unit) ที่เป็นหน่วยประมวลผลแปลงสัญญาณไปแสดงผลบนหน้าจอ  ตอบสนองการแสดงผลของเม็ดสีต่อความเร็วทำให้การทำงานของ Apps ต่างๆในระบบทำงานได้เร็วขึ้น ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นรายละเอียดทางเทคนิคของเครื่อง โดย GPU ที่มีการใช้งาน อาทิ Mali 400, Adreno 205, Adreno 225 หรือ PowerVR SGX 540 เป็นต้น ซึ่งกรณีตรงนี้ ควรศึกษาดีๆด้วย

6. Chip Set นับเป็นอีกส่วนที่สำคัญของระบบ Smart Phone ในการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ การใช้งานที่ลื่นไหล การเชื่อมต่อ การรู้จักเทคโนโลยีองค์ประกอบภายใน รวมถึงความไวในการสื่อสารกับอุปกรณ์รอบข้าง

7.หน่วยความจำภายในสำหรับสนับสนุนการทำงาน ก็จะมีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย MB ไปจนถึง 1 GB ค่ายิ่งมากยิ่งดี

8. ประเภทและความจุแบตเตอรี่  ที่ปัจจุบันต้องเป็น LI-ION หรือ LI-Polymer
    ความจุมีหลายขนาด หน่วยเป็น mAh ค่ามาตรฐาน ควรระดับสูงกว่า 1,500mAh ฟันธงในข้อนี้ ค่ายิ่งสูงยิ่งดี

9. Pixel Density ในข้อนี้นับเป็นส่วนสำคัญมากใน Smart Phone จำนวนจุด pixel ต่อตารางนิ้ว หรือค่า PPI ในการแสดงผล ซึ่งหากมีค่า PPI สูงก็เป็นส่วนสำคัญที่ให้ความคมชัดสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น Smart Phone ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ จึงต้องออกแบบให้มี ค่า PPI สูงขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่าง
iPhone 4s ขนาดหน้าจอ 3.50 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 326 ppi
iPhone 5 ขนาดหน้าจอ 4.0 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 326 ppi
Galaxy Note    ขนาดหน้าจอ 5.30 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 285 ppi
Galaxy Note II ขนาดหน้าจอ 5.50 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 267 ppi
Galaxy S3 ขนาดหน้าจอ 4.8 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 306 ppi
Sony Xperia Acro S ขนาดหน้าจอ 4.3 นิ้ว มี Pixel Density ที่ 342 ppi
ซึ่งตรงนี้ ภาพการโฆษณา จะไม่ค่อยปรากฏให้ผู้บริโภคเห็นมากนัก  ค่ายิ่งมาก ยิ่งดี


10.ความคมชัดของการแสดงผลค่าปกติ อยู่ที่ 16.7 ล้านสี แต่ก็พบว่า มีค่าแสดงผลที่ต่ำกว่านี้ ซึ่งในหลายค่ายจะชูธงเรื่องความคมชัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ
 IPS (In-Plane Switching)ที่กินไฟต่ำความคมชัดสูง  หรือ Super LCD หรือ  Retina Display หรือ จะเป็น Super AMOLED กัน ซึ่งคู่ฟัดปัจจุบันจะอยู่ที่คู่ของ Retina Display และ Super AMOLED ที่ให้สีสุดสวย แต่บางเทคโนโลยีต้องแลกด้วยการใช้พลังงานแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างสูง ไม่ได้ว่า Super AMOLED นะครับ

11.ความทนทานต่อหน้าจอสัมผัสที่ควรจะทนต่อการขีดข่วนพอสมควร ที่ปัจจุบันมีใช้เทคโนโลยีประเภท Scratch-Resistant Display ในหลายชื่อ อาทิ Gorilla Glass หรือ Dragontail Glass เป็นต้น บางแบรนด์ก็จะทำหน้าจอให้มีความแข็งพิเศษทนต่อการกดทับทำให้แตกได้ง่ายที่เรียกว่า Shatter Proof


12.พื้นที่เก็บข้อมูล ส่วนใหญ่ จะมีพื้นที่ตั้งแต่ 4GB, 8GB, 16GB, 32GB ยิ่งมาก ยิ่งดี  ที่สำคัญความสามารถในการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกหรือ External Storage ได้ก็จะดียิ่งขึ้น


13.ขนาดหน้าจอแสดงผล ก็นับเป็นอีกปัจจัยสำคัญของ Smart Phone ด้วยปัจจุบันผู้ใช้ต้องเข้าถึง content ต่างๆบน Smart Phone ที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอ่านข่าวสาร อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ดูไฟล์มัลติมีเดีย นอกจากจะต้องมีความคมชัดของเม็ดสี(ในข้อ 4 แล้ว) ขนาดหน้าจอแสดงผลก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับข้อนี้ แล้วแต่ผู้ใช้งานเป็นตัวกำหนด ขนาดหน้าจอ Smart Phone ที่นิยมผลิต และใช้จะอยู่ที่ประมาณ 4 นิ้ว (วัดตามแนวทะแยงนะครับ)



14.ความเป็นมัลติมีเดียต่างๆ อาทิ ระบบเสียง ความดัง ความชัดเจน ความไพเราะ รวมถึงส่วนสนับสนุนอาทิ การแสดงผลวิดีโอ ในระดับคุณภาพธรรมดา จนถึง HD มีวิทยุ หรือบางแบรนด์สามารถดูโทรทัศน์ได้ด้วย การพิจารณา เอาเสียง และความสามารถการแสดงผลแบบ HD เป็นหลัก


15.ความสามารถในการถ่ายภาพ ความคมชัด ด้วยมาตรฐานเลนส์ต่างๆ อาทิ Carl Zeiss Optics กล้องหลัก ความละเอียดจะอยู่ที่ 5-12 MP ยิ่งมาก ยิ่งดี แต่ Nokia 808 PureView  ให้ความคมชัดสูงถึง 41 MP

16.ค่ายความถี่ที่เลือกใช้ เพราะ Smart Phone บางแบรนด์ บางรุ่น รองรับไม่ครบทุกความถี่ ทำให้ใช้ได้กับค่ายมือถือบางค่าย ไม่สามารถครอบคลุมรองรับค่ายโทรศัพท์ในเมืองไทยทั้ง 3-4 รายได้ครบ (AIS, DTAC, TRUE,TOT) ดังนั้นต้องพิจารณาว่าท่านใช้ของค่ายใด หรือจะเลือกก่อนแล้วค่อยย้ายค่ายมือถือ เอาแบบชัวร์ๆ ก็ เอาเครื่องที่รองรับทุกค่าย ดีที่สุด


17.หากเลือกแบรนด์ที่โดนใจ แต่ไม่ใช่แบรนด์ยอดนิยมสิ่งที่ต้องระวังคือ อาจจะหาเคส (Case) หรือกระเป๋าใส่ Smart Phone ยาก ซึ่งเหล่าแบรนด์ยอดนิยมอย่าง iPhone หรือ Samsung หรือ Nokia จะมี case ให้เลือกใช้ที่หลากหลายกว่าค่อนข้างจะเลือกหาแบบของเคสได้ง่าย

18.นอกจากนี้คงต้องดูในรายละเอียดพิเศษเฉพาะ ที่จะเป็นส่วนช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ อาทิ
     (1) ความชื่นชอบในแบรนด์เป็นการเฉพาะ
     (2) Option พิเศษทางเทคนิคด้านถ่ายภาพ ต่างๆ อาทิ การมี กล้องหน้า/หลัง รองรับการถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงๆ  ถ่ายภาพแบบแนวกว้างพิเศษ (Panorama Mode และ 3D Sweep Panorama)  การโฟกัสใบหน้าอัตโนมัติ การ zoom ภาพ  ระบบป้องกันการสั่นไหวของรูปภาพ (Image Stabilization)
     (3) Option พิเศษด้านการเชื่อมต่อ อาทิ Wi-Fi , Bluetooth หรือ NFC (Near Field Communication) สำหรับใช้การสื่อสารข้อมูลระยะใกล้ 
     (4) การเชื่อมต่อสัญญาณไปแสดงผลที่จอภายนอกแบบ HDMI
     (5) รองรับการใช้งาน SNS (Social Network Service) : Facebook หรือ Twitter ได้โดยตรง
     (6) ถ่ายภาพวิดีโอที่ความละเอียดสูงๆได้ ปัจจุบันได้ระดับ HD
     (7) และอื่นๆ ... วิทยุในตัว การทนต่อแรงกระแทกหรือกดทับ

สุดท้ายคือ ข้อที่ 19 ความชื่นชอบส่วนตัวของผู้ใช้  ที่จะมีน้ำหนักมากที่สุด

กรณีของผู้เขียนบทความ
หลังจากศึกษา Smart Phone ที่พอจะมีกำลังซื้อได้ คือ LG Optimus HD ค่าย  Nokia Lumia 820 รวมถึง มองมาที่ค่าย Sony เล็งตระกูล Xperia รุ่น SL แล้วก็ ion และ Acro S เพื่อมาทดแทน Mobile Phone ตัวปัจจุบัน Nokia ที่เริ่มชราภาพ  (ตั้งแต่ใช้มือถือมาก็ใช้ Nokia มาตลอด ถือได้ว่า เป็นสาวกของ Nokia แต่ด้วย Nokia รุ่นที่หวังจะครอบครองเป็น series Lumia 820 ที่ run ด้วยระบบปฏิบัติการ Windows Phone 8 ยังไม่ออกวางจำหน่าย แม้จะมีราคาที่ประกาศออกมาที่ 16,000 กว่า....  แต่จากข่าวว่าจะลงตลาดก็ช่วงสัปดาห์ที่ 4 เดือน พฤศจิกายน ซึ่งกลัวว่า Nokia ที่ใช้อยู่ จะสิ้นชีพไปก่อนเวลา)

จากการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และเทียบ Spec และราคา ในรุ่นต่างๆ แล้ว เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน จึงตัดสินใจถอย Smart Phone น้องใหม่ ตัวที่ 4 ของชีวิตการมีการใช้ Mobile Phone เป็น Smart Phone นาม Xperia Acro S ของ Sony ด้วยค่าตัว 15,990 บาท ด้วยจุดเด่นที่ แบรนด์ ขนาด ราคา คุณภาพทางเทคนิคที่กล้องที่ดีกว่า  ความละเอียดของการแสดงผลที่สูง การทำงานที่ราบรื่น เชื่อมั่นในระบบปฏิบัติการ Chip set/GPU ประสิทธิภาพด้านมัลติมีเดีย และการเชื่อมต่อ รองรับค่ายมือถือทุกความถี่  คุณลักษณะพิเศษในการทนต่อฝุ่นและน้ำ และทำใจยอมรับข้อด้อยด้านแบตเตอรี่ที่เปลี่ยนไม่ได้(ซึ่งคงไม่เสียในช่วง 5 ปีแน่ๆ..ปลอบใจตัวเอง) หาเคสไว้หุ้มยากหน่อย และอุณหภูมิที่อาจจะร้อน ..เพราะท่าทางอาจจะไม่มีช่องระบายความร้อน

 

ที่ร่ายยาวมานี่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังจะเขียนนั้นคือ Sony Xperia Acro S ถูกกล่าวขวัญว่า เป็น Smart Phone ในจำนวนไม่กี่ตัวที่มีมาตรฐาน Ingress Protection Ratings (IP)  โดย Sony Xperia Acro S ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน IP55 และ IP57 ทำให้สามารถกันฝุ่นละออง กันน้ำได้ที่ความลึก 1 เมตร (ได้ 30 นาที) แต่ไม่ขอทดสอบ  ถ้าจะดูการทดสอบดูได้จากวิดีโอด้านล่าง
 

 
 
ทำให้เกิดความสงสัยว่าเจ้า IP คืออะไร (รู้แต่ IP เครือข่ายคอมพิวเตอร์) ดังนั้นจึงทำการศึกษาเลยเข้าใจ ก็ขอนำมาแบ่งปันกัน
 
IP - Ingress Protection Ratings คือ มาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถความทนทาน ในการป้องกันสิ่งที่คาดว่าจะเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ Tablet PC หรือ Smart Phone  มาตรฐาน IP นี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย European Committee for Electro Technical Standardization (CENELEC) (NEMA IEC 60529 Degrees of Protection Provided by Enclosures - IP Code) ซึ่งการจัดอันดับของระดับการป้องกันจะแสดงด้วยตัวเลข 2 หลัก
 
ซึ่งหลักแรกจะแแสดงความสามารถในการป้องกันของแข็ง และหลักที่สองจะเป็นความสามารถในการป้องกันของเหลว  รูปแบบการแสดงมาตรฐานจะเป็น IPXX ซึ่ง XX คือ ค่าตัวเลข  IP45, IP57เป็นต้น
 

 
เรามาดูความหมายของตัวเลขหลักแรก ที่เป็นส่วนของแข็งกัน
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 50 มิลลิเมตร เช่น การเผลอไปจับตัวกล้องด้วยมือ
2 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 12 มิลลิเมตร เช่น เผลอแตะด้วยนิ้ว
3 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 2.5 มิลลิเมตรขึ้นไป เช่น เครื่องมือ สายไฟ
4 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป เช่น เครื่องมือ สายไฟ และสายไฟขนาดเล็ก
5 = สามารถป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถป้องกันฝุ่นได้
 
ความหมายของตัวเลขหลักที่สอง ในการทนต่อสภาพของเหลว
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันน้ำหยดใส่ได้ เช่น หยดน้ำที่เกิดจากความชื้น
2 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน 15 องศาจากแนวตั้ง
3 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน 60 องศาจากแนวตั้ง
4 = สามารถป้องกันละอองน้ำได้จากทุกทิศทาง
5 = สามารถป้องกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถเปียกน้ำได้แต่ไม่นาน เช่น โดนฝน
7 = สามารถจุ่มน้ำได้ที่ความลึกตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร
8 = สามารถใช้งานใต้น้ำได้
 
มาตรฐานข้างต้นใช้ในอุปกรณ์ Mobile Device ทุกชนิด ขึ้นอยู่กับว่า จะทดสอบมาตรฐานเหล่านี้ไหม หากท่านมี Mobile Device แล้วมีการรับรองมาตรฐาน IP นี้ ก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า  Mobile Device ท่านทนต่อภาวะที่มากกว่าอุปกรณ์ปกติอยู่พอสมควร
 
ตัวอย่าง Sony Xperia Acro S  มีมาตรฐาน  IP57 หมายความว่า Smart Phone ตัวนี้สามารถป้องกันฝุ่นได้ ในระดับหนึ่ง และสามารถป้องกันน้ำได้ในระดับความลึกถึง 1 เมตร ชั่วระยะเวลา 30 นาที (หากสนใจประเภทกันฝุ่นได้ซึ่งดีกว่า Xperia Acro S ในตระกูล Xperia เช่นกันก็มีอยู่ 1 รุ่นคือ Sony Xperia Go ที่มีมาตรฐาน IP67) 
 
 Sony Xperia Acro S กันน้ำได้จริงแค่ไหนลองดูบททดสอบโดยฝีมือคนไทย ทำได้เยี่ยมและน่าสนใจดี ไว้พบกันใหม่ในบทความต่อไป  
 
 
 
อ้างอิงและขอขอบคุณ 

Readmore...

ข้อมูลการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ของ Smart Phone

0 comments
 

สำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อ Smart Phone หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัญหาอย่างหนึงของผู้ซื้อมักละเลย ซึ่งกลายเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของผู้ใช้งาน ก็คือ เครื่องใช้พลังงานไฟสูง ส่งผลให้มีการชาร์จไฟที่บ่อยมากๆ โดยภาพรวม มาจาก
1.เครื่องมีการใช้ทรัพยากร หมายถึงพลังงานค่อนข้างสูง
2. มีระบบการจัดการพลังงานที่ไม่ดีหรือไม่มี
3.มีขนาดความจุของแบตเตอรี่เล็กเกินไป

ดังนั้น เรามีรายงานที่มีการทดสอบ Smart Phone มาประกอบให้ท่านที่จะตัดสินใจซื้อ Smart Phone มาให้ได้พิจารณากัน โดยจะแสดงในสถานะการใช้งานด้านหลักๆ 3 ด้าน

เวลาที่ใช้ในการสนทนาต่อเนื่อง
ในส่วนของการสนทนา ซึ่งก็คือการใช้งานหลักของ Smart Phone ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ แบรนด์โมโตโลล่า ตระกูล RAZR เป็นแบรนด์ที่ให้เวลาสนทนาแบบต่อเนื่อง นานที่สุด ทั้ง 3 รุ่น มากกว่า 20 ชั่วโมง ตามมาด้วย Galaxy Note II สามารถใช้ได้นาน 16 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับ Apple iPhone 5 ทำเวลาไปได้เพียง 8 ชั่วโมงกว่าๆ ส่วนผลการเปรียบเทียบในแต่ละแบรนด์ ก็ดูจากตารางข้างล่าง (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง)

 
 
การใช้งานด้านเว็บบน Web Browser
Apple iPhone 5 เปิดตัวมาได้ดีกว่า iPhone 4S ใช้งานในการท่องเว็บได้นานมากกว่า 9 ชั่วโมง แบรนด์โมโตโลล่า ตระกูล RAZR MAXX ตามมาติดๆ ปิดท้ายด้วย คู่แข่งของ Apple คือ Galaxy Note II ที่ใช้เวลาได้นานมากกว่า 8 ชั่วโมง  (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 5-8 ชั่วโมง)

 
 

การใช้งานด้านเล่นไฟลวิดีโอ
ไฟล์วิดีโอ เป็นอีกความบันเทิงบนมือถือที่ขาดไม่ได้ ในด้านการทดสอบก็มีผลการเปรียบเทียบมาด้วยเช่นกัน โดย แบรนด์โมโตโลล่า ตระกูล RAZR MAXX ทำเวลาดีที่สุดเล่นนานถึง 16 ชั่วโมง ส่วน Apple iPhone 5 ทำได้ 10 ชั่วโมง และ Galaxy Note II  อยู่ที่ 11 ชั่วโมง ถือว่าดีกว่า iPhone 5  (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 5-8 ชั่วโมง)


ดังที่ได้เกริ่นในต้นบทความแล้วว่า ปัจจัยสำคัญของเวลาใช้งานประการสำคัญอยู่ที่ความจุของแบตเตอรี่เรามาดูค่าของความจุแบตเตอรี่ก่อนทำการพิพากษา



Motorola  ตระกูล RAZR MAXX  (ราคาประมาณ 15,900 บ)
มีความจุของแบตเตอรี่อยู่ที่ 3,300 mAh (จากเดิม 1,780 mAh) ถือว่ามากที่สุดใน Smart Phone
อ่านเพิ่มเติมที่ : บทวิจารณ์

Apple iPhone 5  (ราคา 22,000-29,000) มีความจุของแบตเตอรี่อยู่ที่ 1440mAh  ซึ่งถือว่าน้อยกว่า Motorola มากๆๆ
อ่านเพิ่มเติมที่ : บทวิจารณ์

Samsung Galaxy Note II  (ราคา 22,000 กว่า) มีความจุของแบตเตอรี่อยู่ที่  3100mAh  นับว่ามากเกือบเท่า Motorola เลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติมที่ : บทวิจารณ์

จากข้อมูลที่เปรียบเทียบของสามแบรนด์ พอจะสรุปได้แล้วนะครับว่า หากแบรนด์ที่ท่านใช้งาน น้อยกว่านี้ก็อย่าน้อยใจ  นั่นอาจจะมาจากค่าของความจุแบตเตอรี่ที่อาจสู้ไม่ได้ ที่สำคัญรวมไปถึงราคาค่าตัวของเครื่องด้วย โดยค่าความจุของแบตเตอรี่มาตรฐาน(Standard Battery) ส่วนใหญ่ ที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันต้องเป็น Li-ion หรือ Lithium-ion ค่าความจุมาตรฐานอาจจะไม่ตายตัวมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 1,350 - 1,500 mAh เท่านั้น

อ้างอิงข้อมูล : http://blog.gsmarena.com/category/battery-tests/
Readmore...
Friday, October 26, 2012

ทำความรู้จักกับ Windows ค้นหาแบ่งปัน และการตั้งค่า

0 comments
 

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ตำแหน่งใดใน Windows 8 หรือ Windows RT ทางลัดจะช่วยให้คุณทำสิ่งที่ทำอยู่บ่อยๆ ได้ เช่น ค้นหา แบ่งปันลิงก์และรูปถ่าย เชื่อมต่ออุปกรณ์ และเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่างๆ สิ่งที่คุณสามารถใช้ทางลัดดำเนินการได้อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในหน้าจอเริ่ม หรือกำลังใช้โปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งหรือไม่ ดังนั้น เราจะมาเริ่มสำรวจกัน
ทางลัดห้ารายการ ได้แก่ ค้นหา แบ่งปัน เริ่ม อุปกรณ์ และการตั้งค่า จะพร้อมใช้งานเสมอทางด้านขวาในหน้าจอของคุณ เมื่อต้องการเปิด ให้ทำดังนี้
ด้วยระบบสัมผัส ปัดนิ้วจากขอบด้านขวา แล้วแตะทางลัดที่คุณต้องการ
ด้วยเมาส์ เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปที่มุมขวาบนหรือขวาล่าง แล้วเลื่อนขึ้นหรือลงเพื่อคลิกทางลัดที่คุณต้องการ
คุณสามารถใช้ทางลัดเพื่อทำสิ่งต่อไปนี้


            แถบทางลัด

 

ค้นหา ค้นหารายการต่างๆ คุณสามารถค้นหาในโปรแกรมที่คุณใช้งานอยู่ (เช่น ค้นหาข้อความที่เฉพาะเจาะลงใน Mail) ค้นหาในโปรแกรมอื่น (ค้นหาข้อมูลบางอย่างบนอินเทอร์เน็ต) หรือคุณสามารถค้นหาทั่วทั้งพีซีของคุณได้ (ค้นหาโปรแกรม การตั้งค่า หรือแฟ้ม)


แบ่งปัน แบ่งปันแฟ้มและข้อมูลกับบุคคลที่คุณรู้จักหรือส่งข้อมูลไปยังโปรแกรมอื่น โดยไม่ต้องออกจากโปรแกรมที่คุณใช้อยู่ คุณสามารถส่งอีเมลภาพถ่ายไปให้แม่ของคุณ อัปเดตสถานะ Facebook หรือส่งลิงก์ไปยังโปรแกรมจดบันทึกของคุณได้


เริ่ม ไปที่หน้าจอเริ่มของคุณ หรือถ้าคุณอยู่ที่หน้าจอเริ่มอยู่แล้ว คุณสามารถใช้ทางลัดนี้เพื่อย้อนกลับไปยังโปรแกรมล่าสุดที่คุณใช้อยู่ได้


อุปกรณ์ ใช้อุปกรณ์ทั้งหมดที่ได้รับการเชื่อมต่อกับพีซีของคุณ ทั้งอุปกรณ์แบบใช้สายและแบบไร้สาย คุณสามารถสั่งพิมพ์จากโปรแกรม ซิงค์กับโทรศัพท์ของคุณ หรือส่งกระแสข้อมูลภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่คุณถ่ายทำเองไปยังทีวีของคุณได้


การตั้งค่า เปลี่ยนแปลงการตั้งค่าสำหรับโปรแกรมและพีซีของคุณ คุณจะพบการตั้งค่า วิธีใช้ และข้อมูลสำหรับโปรแกรมที่คุณใช้อยู่ รวมถึงการตั้งค่าโดยทั่วไปของพีซี การเชื่อมต่อเครือข่าย ระดับเสียง ความสว่าง การแจ้งเตือน พลังงาน และแป้นพิมพ์ การตั้งค่าพีซีเหล่านี้จะเป็นแบบเดิมไม่ว่าคุณกำลังอยู่ที่ใดใน Windows แต่การตั้งค่าโปรแกรมแต่ละโปรแกรมจะต่างกัน คุณยังสามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าสำหรับพีซีของคุณได้เมื่อคุณเลือก เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี. คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปภาพหน้าจอเมื่อล็อก จัดการการแจ้งเตือน และอื่นๆ อีกมากมายได้จากตัวเลือกนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-8/charms#1TC=t1
Readmore...
Friday, August 24, 2012

การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์บนโลโก้ใหม่ของไมโครซอฟท์

0 comments
 
นับตั้งแต่ไมโครซอฟท์ ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows เมื่อปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985 โดยรุ่นแรกของวินโดวส์ คือ วินโดวส์ 1.0) และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ครองความนิยมในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มากกว่า 90% ของการใช้งานทั่วโลก  รายละเอียดโดยสังเขปของวินโดวส์รุ่นต่างๆ เรียงตามลำดับการเปิดตัว เป็นดังนี้


จากโล้โก้ดังเดิม ที่เปิดตัวมาเมื่อ 25 ปีก่อน(ภาพบนสุด) ได้นำพาระบบปฏิบัติการประเภทต่างๆ รวมถึง Application หลากหลายประเภท ที่ถือเป็นคู่บุญบารมีก็คือชุดโปรแกรม Microsoft Office และต่อไปนี้เราผู้เป็นสาวกของ Microsoft ก็จะเห็นโล้โก้ใหม่ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 โดย Microsoft ได้ออกแบบให้มีสีสันมากขึ้น มีความโดดเด่น ประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยม 4 สี คือ สีฟ้า, สีแดง, สีเขียวและสีเหลือง ซึ่งผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จะพบสัญญลักษณ์ใหม่นี้บนผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ที่จะออกในปีนี้ และตรงคำว่า "Microsoft" นั้นจะเห็นว่า "f" กับ "t" นั้นติดกัน



การเปลี่ยนโลโก้ Microsoft ครั้งสำคัญในรอบ 25 ปีซึ่งเกิดในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ก่อนการเปิดตัว Windows 8 ในงาน IFA ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 5 กันยายน ซึ่งคาดว่าไมโครซอฟท์จะเปิดตัว Windows 8, Windows Phone 8, บริการ Xbox, Microsoft Office2013 และแท็บเล็ต Microsoft Surface อีกทั้งจะมีการเปิดตัว Ultrabook และ Notebook มาตรฐานใหม่ที่จะรองรับการทำงานคู่กับระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows 8


Readmore...
Wednesday, June 13, 2012

Scareware ภัยร้ายออนไลน์และ Facebook

0 comments
 
ปัจจุบัน Facebook ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญของผู้คนอินเทรนในแวดวงไอที ที่ส่วนใหญ่ต่างเป็นสมาชิกในสังคมออนไลน์แห่งนี้กัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า สังคมแห่งนี้ก็เกิดมีผู้ไม่หวังดี ประสงค์ร้ายจริงๆ ใช้ช่องทางใน Facebook นี้แพร่กระจายภัยคุกคามให้กับผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Scareware

เรามาทำความรู้จัก Scareware กันก่อน
เจ้า Scareware จะเป็นภัยร้ายในคราบนักบุญที่ชอบทำตัวหวังดี คอยแจ้งเตือนว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมีไวรัส (virus) เพียบ ก่อนที่จะแนะนำให้คุณติดตั้งตัวมันเข้าไปในเครื่อง โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ใช้ชื่อว่า Anti-Virus 2010 และ Windows Police อีกทั้งยังใช้ภาพที่ดูคล้ายระบบรักษาความปลอดภัยของ Vista ของไมโครซอฟท์


Scareware มักจะใช้วิธีป๊อปอัพ โดยพวกมันอ้างว่าตรวจพบไวรัสในเครื่องของคุณ แต่ความจริงมันนั่นล่ะคือไวรัส หรือมัลแวร์ตัวร้าย ซึ่งผู้ใช้เพิ่งจะยินดีต้อนรับมันเข้าไปในเครื่องหลังจากคลิกให้มันช่วยจัดการให้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Scareware แฝงอันตรายที่ร้ายแรงสองประการด้วยกันคือ การที่ผู้ใช้หลงเชื่อให้ข้อมูลบัตรเครดิต เพื่อให้มันช่วยกำจัดไวรัส ในขณะเดีวกัน มันจะดาวน์โหลดเพื่อนๆ ตัวร้ายของมันเข้ามาในเครื่องของคุณอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะถูกขโมยข้อมูลบัตรเดรดิตไปแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ยังถูกป่วนด้วยมัลแวร์ต่างๆ ที่ดาวน์โหลดเข้ามาในเครื่องอีกด้วย

สถิติในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา Scareware แพร่ระบาดอย่างหนัก โดยไมโครซอฟท์กล่าวว่า Malicious Software Removal Tool ของทางบริษัทได้ทำความสะอาดพีซีที่โดน Scareware เล่นงานแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตาม มันยังไม่มีวิธีตรวจจับพวกมันได้ 100% คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ควรติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะดีกว่า เพราะหากป๊อปอัพที่โผล่ขึ้นมาไม่ใช่แอนตี้ไวรัสที่คุณติดตั้งเข้าไป ก็ไม่ควรจะคลิกยอมรับมัน (หรือบริเวณใดๆ บนไดอะล็อกบ๊อกซ์ที่ปํอปอัพขึ้นมา) และไม่มีบริการของแอนตี้ไวรัสตัวใดที่ใช้วิธีนี้ เพื่อเรียกร้องค่าบริการนับ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,400 บาท) จากผู้ใช้ ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ และอย่าเชื่อพวกมันโดยง่าย




แล้วเจ้า Scareware จะส่งผลอะไรกับ FacebookScareware ใน Facebook แอบแฝงมาในรูปของ Application ซึ่งเมื่อทำการติดตั้งแล้ว นอกจากจะทำให้ Facebook ของท่านทำงานผิดเพี้ยน และช้าลงแล้ว ยังส่งผลถึงเพื่อนในกลุ่มของท่าน สร้างปัญหา และความรำคาญขึ้นด้วย จากข้อมูลบนเว็บไซต์ได้แจ้งเตือนถึง App อันตรายที่ควรเหลีกเลี่ยกในการนำมาติดตั้งได้แก่


รายชื่อแอพพลิเคชั่นอันตรายบน facebook ที่ทางเว็บไซต์ Facerocks ได้ประกาศเตือนขึ้นไว้เป็นบัญชีดำ ได้แก่


หากท่านมีอาการประหลาดหรือไม่แน่ใจ ลองเข้าไปตรวจสอบ และดำเนินการลบ App เหล่านี้ โดยคลิก ที่ links นี้ เพื่อทำการแก้ไข เพื่อความปลอดภัยต่อตัวบัญชี facebook ของคุณ รวมทั้งกลุ่มเพื่อพ้องท่านในสังคมออนไลน์นี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.arip.co.th
IT24Hrs
Readmore...
Sunday, June 10, 2012

เริ่มต้นรู้จัก Harddisk อุปกรณ์เก็บข้อมูล

0 comments
 

Hard Disk   คือ  อุปกรณ์สำคัญสำหรับใช้จัดเก็บ บริหารข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์ ลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก สามารถจัดเก็บ หรือลบข้อมูลได้อย่างถาวร ด้วยระบบไฟฟ้า  โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เมื่อบันทึกข้อมูลลงจานแล้วข้อมูลจะคงอยู่ไม่สูญสลาย ดังนั้น  Hard Disk  จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ  โปรแกรม  และข้อมูล




ส่วนประกอบของ Hard Disk
1. แขนของหัวอ่าน (Actuator Arm)
ทำงานร่วมกับ Stepping Motor ในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล และใช้หัวอ่านในการอ่านข้อมูล ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วยVoice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็ว และแม่นยำกว่า Stepping Motor


2 . หัวอ่าน (Head)
เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูล จะอยู่ที่ส่วนปลายของแขนหัวอ่าน (Actuator Arm) ภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็น ขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลคอนโทรลเลอร์  จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าแล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็ก ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็ก ที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลขึ้น

3. แผ่นจานแม่เหล็ก (Platters)
มีลักษณะเป็นจานเหล็กกลมๆ ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุ) และสารแม่เหล็กที่ว่าจะถูกเหนี่ยวนำให้มีสภาวะเป็น 0 และ1 เพื่อจัดเก็บข้อมูล โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่หมุน แผ่นจานเหล็กนี้ ปกติ Hard Disk  แต่ละตัวจะมีแผ่นจานประมาณ 1-4 แผ่นแต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้าน

4. มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก (Spindle Moter)
เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความเร็วใน การหมุน ของ Hard Disk เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็วหัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งความเร็วที่ว่านี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Rovolution Per Minute หรือย่อว่า RPM ) จาก Hard Disk รุ่นเก่าดั้งเดิมที่หมุนด้วยความเร็ว 3,600 รอบต่อนาที แต่ในปัจจุบัน พัฒนามาเป็น 5,400 รอบต่อนาที  7,200 รอบต่อนาที จนถึง 10,000 รอบต่อนาที

5. เคส ( Case /body)
มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม หุ้มด้านนอก เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการหยิบ จับ และป้องกันฝุ่นละออง

ประเภทของ Hard disk
หากเราจะแบ่งชนิดของ Hard disk สามารถแบ่งได้หลายลักษณะ แต่ถ้าแบ่งตามลักษณะการเชื่อมต่อ (อินเทอร์เฟซ) จะมี 5 ประเภทคือ

1. แบบ IDE (Integrate Drive Electronics)
แบบ IDE เป็นอินเทอร์เฟซรุ่นเก่า ที่มีการเชื่อมต่อโดยใช้สายแพเชื่อมต่อสัญญาณขนาด 40 เส้น โดยสายแพ 1 เส้นสามารถที่จะต่อ Hard Disk ได้ 2 ตัว บนเมนบอร์ดนั้นจะมีขั้วต่อ IDE อยู่ 2 ขั้วด้วยกัน ทำให้สามารถพ่วงต่อ Hard Disk ได้สูงสุด 4 ตัว มีความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 8.3 เมกะไบต์/ วินาที สำหรับขนาดความจุก็ยังน้อยอีกด้วย เพียงแค่ 504MB เท่านั้นเอง






2. แบบ E-IDE (Enhanced Integrated Drive Electronics)
แบบ E-IDE พัฒนามาจากประเภท IDE ด้วยสายแพเชื่อมต่อสัญญาณ ขนาด 80 เส้น ผ่านคอนเน็คเตอร์ 40 ขาเช่นเดียวกันกับ IDE ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการทำงานให้มากขึ้น โดย Hard Disk  ที่ทำงานแบบ E-IDE นั้นจะมีขนาดความจุที่สูงกว่า 504MB และความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น โดยสูงถึง 133 เมกะไบต์ต่อวินาทีเลยทีเดียว



3. แบบ SCSI (Small Computer System Interface)
แบบ SCSI (หรือที่เรียกว่า สะกัสซี่) เป็น Hard Disk  ที่มีอินเทอร์เฟซที่แตกต่างจาก E-IDE โดย Hard Disk แบบ SCSI จะมีการ์ดสำหรับควบคุมการทำงาน โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า การ์ด SCSI สำหรับความสามารถของการ์ด SCSI นี้ สามารถที่จะควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่มีการทำงานแบบ SCSI ได้ถึง 7 ชิ้นอุปกรณ์ด้วยกัน ผ่านสายแพรแบบ SCSI อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลของ Hard Disk แบบ SCSI จะมีความเร็วสูงสุดถึง 320 เมกะไบต์/วินาที รวมถึงกำลังรอบในการหมุนของจานดิสก์อย่างต่ำก็หลักหมื่นโดยปัจจุบันแบ่งเป็น 10,000 และ 15,000 รอบต่อนาที ซึ่งมีความเร็วที่มากกว่าประเภท E-IDE อยู่เยอะ ส่งผลให้ราคานั้นย่อมที่จะแพงเป็นธรรมดา โดยส่วนใหญ่จะนำ Hard Disk (ฮาร์ดดิสก์) แบบ SCSI มาใช้กับงานด้านเครือข่าย (Server) เท่านั้น



4.แบบ Serial Attached SCSI (SAS)
เป็น interface ที่พัฒนามาจาก SCSI  โดย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี และบริษัทแอลเอสไอ ลอจิก  มีลักษณะเป็น port เชื่อมต่อแบบพอร์ตคู่ ที่มีอัตราการถ่ายโอนข้อมูลที่ระดับความเร็ว 3 กิกะบิตต่อวินาที โดยที่ Serial Attached SCSI (SAS) ได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ สำหรับประสิทธิภาพและการปรับขนาดได้ และยังสร้างปรากฏการณที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับความเข้ากันได้ของระบบและความยืดหยุ่นสำหรับโซลูชั่น ทางด้าน การจัดเก็บข้อมูลในองค์กร ซึ่งคุณสมบัตินี้ ช่วยให้ผู้จัดการทางด้านไอที มีประสิทธิภาพในการลดจำนวนของส่วนประกอบต่างๆ ทางด้านไอทีในองค์กรไปได้ รวมถึงลดความซับซ้อนที่เกิดขึ้น ในโซลูชั่น ทางด้าน Storage นอกจากนี้ SAS ยังมีความเหมาะสมทางด้านอื่นๆ อีก เช่น ให้ความจุสูงขณะที่ มีราคาในการสร้างที่ต่ำกว่า เพื่อเหมาะสำหรับโซลูชั่น ที่ราคาประหยัด นอกจากนั้นในการประยุกต์ใช้งานยังสามารถที่จะรวมกันระหว่า SAS และ SATA เข้ากันได้ ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง โดยมีค่าใช้จ่ายต่อประสิทธิภาพที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการทำงานที่เหมาะสมได้ง่าย



5. แบบ Serial ATA
แบบ Serial ATA  เป็นอินเทอร์เฟซที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และมีการพัฒนาไปสู่ Serial ATA II  และ Serial ATA III ตามลำดับ  Serial ATA ถือกำเนิดมาจากความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลไม่สามารถไล่ตามทัน SCSI ได้ ดังนั้นเมื่อ Parallel ATA หรือ E-IDE เจอขอจำกัดเรื่องของความเร็วที่พัฒนาอย่างไรก็ไม่ทัน SCSI ซะที ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิต Hard Disk  ต่างพากันหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีต่อเชื่อมรูปแบบแบบใหม่ที่เรียกว่า Serial ATA กันเป็นแถว โดยให้อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล Serial ATA สูงสุดถึง 150 เมกะไบต์ต่อวินาที Serial ATA II อัตราความเร็ว 300 เมกะไบต์ต่อวินาที  โดยที่เทคโนโลยี Serial ATA นี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มผู้พัฒนา Serial ATA ซึ่งได้เผยข้อกำหนดคุณสมบัติสำหรับ Serial ATA 1.0 ขึ้น ด้วยคาดหวังว่าจะสามารถ ขยายช่องสัญญาณ (Bandwidth) ในการส่งผ่านข้อมูลได้เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และยังรองรับข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะ Hard Disk (ฮาร์ดดิสก์) เพียงเท่านั้นที่จะมีการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ แต่ยังรวมไปถึง อุปกรณ์ตัวอื่นๆ อย่าง CD-RW หรือ DVD อีกด้วย



เราสามารถวัดประเมินประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ได้จากการทำงานใน 2 ภาคส่วนคือ
1.      เวลาในการค้นหาข้อมูล (Seek Time) คือเวลาที่ข้อมูลถูกอ่านขึ้นมาและส่งต่อไปให้กับซีพียู โดยปกติประมาณ 10 ถึง 20 มิลลิวินาที
2.      อัตราการไหลของข้อมูล (Data Rate) คือปริมาณ (จำนวนไบต์ต่อวินาที) ที่หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์สามารถส่งผ่านไปให้กับซีพียูหรือตัวประมวลผล ซึ่งปกติมีอัตราประมาณ 5 ถึง 40 เมกะไบต์ต่อวินาที

Hard Disk ทำงานอย่างไร
จากการศึกษารายละเอียดมาจากด้านบน เรามาดูวิดีทัศน์ถึงรูปลักษณะของการทำงานกัน ซึ่งจะสมมุติสถานการณ์ในการใช้คำสั่งต่างๆ อาทิ การลบไฟล์ข้อมูล การ Copy / Paste ... ว่า หัวอ่านและแขนหัวอ่าน จะททำงานในลักษณะใด



ขนาดของตัว(Size) Harddisk
ปัจจุบัน (2012)มีอยู่ 3 ขนาด
1. ขนาด 3.5 นิ้ว
2. ขนาด 2.5 นิ้ว

ขนาดความจุ(Capacity) ของ Hard disk
ปัจจุบัน (2012) Hard disk มีความจุค่อนข้างสูง(มาก) สูงถึง 4 TB คาดการณ์ว่า ภายในปี 2015 จะมีความจุสูงถึง 100 TB
Readmore...

เทคโนโลยี Bluetooth

0 comments
 
ในแวดวงการใช้ Mobile Device ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ทุกประเภท หรือ โทรศัพท์มือถือ ไม่ก็Tablet  จะมีเทคโนโลยีไรสายที่ควบคู่กันอยู่ นั่นคือ WiFi และ Bluetooth  ซึ่ง WiFi จะมีคนรู้จักเป็นอย่างดี ในด้านการเชื่อมต่อเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย  แต่กับเทคโนโลยี Bluetooth อาจจะมีคำถามว่า Bluetooth คืออะไร  และก็มีไม่น้อยที่ไม่รู้ว่า เอาไปใช้งานอะไร


โดยแท้จริงแล้ว เทคโนโลยี Bluetooth เป็นเทคโนโลยีความถึ่วิทยุคลื่นสั้น ที่คาดว่าจะเข้ามาแทนที่การใช้สายเคเบิลและอินฟาเรดในในอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้ลดข้อยุ่งยากจากการใช้สายเคเบิลซึ่งไม่สะดวก ซึ่งหากอุปกรณ์อยู่ในรัศมีของคลื่นก็สามารถเชื่อมการติดต่อได้ทันที ในอนาคต เทคโนโลยี Bluetooth จะถูกพัฒนา ให้เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในกลุ่มย่อย อาทิ ภายในรถยนต์ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านต่อเชื่อมเข้ากับเครือข่ายภายใน หรือแม้กระทั่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านจากระยะไกลได้



กำเนิด Bluetooth
ผู้ที่เริ่มต้นเทคโนโลยี Bluetooth คือ บริษัท อีริคสัน โมบาย คอมมูนิเคชั่น โดยเริ่มต้นที่จะค้นคว้าวิจัยใน ปี 1994 โดยที่วิจัยถึงความเป็นไปได้ที่จะนำคลื่นสัญญาณวิทยุ มาใช้ระหว่างโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ และเป็นผู้นำชื่อ Bluetooth มาใช้


ส่วนที่มาของคำว่า Bluetooth นั้นความจริงแล้วเป็นการรำลึกถึงกษัตริย์ Harald Bluetooth ผู้ปกครองประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งในปัจจุบันเป็นกลุ่มผู้นำในด้านการผลิตโทรศัพท์มือถือป้อนสู่ตลาดโลก และระบบ Bluetooth นี้ ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับโทรศัพท์มือถือ และเริ่มต้นจากประเทศในแถบนี้ด้วยเช่นกัน



การทำงานของ Bluetooth
Bluetooth เป็นการส่งข้อมูลแบบ 2 ทางระหว่างอุปกรณ์ กับอุปกรณ์ ที่มีเทคโนโลยี bluetooth เหมือนกัน สื่อสารด้วยเทคโนโลยีความถึ่วิทยุคลื่นสั้นช่วงความถึ่ 2.400 และ 2.4835 GHz.และเพื่อป้องกันการชนกันของสัญญาณ ( มีช่วงความถี่ใกล้เคียงกับสัญญาณ Microwave ) วิธีการส่งจะอาศัยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า frequency hopping ซึ่งมีหลักการทำงานคือ จะแบ่งช่องสัญญาณออกเป็น 79 ช่องความถี่(ช่องละ 1 MHz) และจะทำการเปลี่ยนแปลงระดับของความถี่ในกำลังส่งสัญญาณ 1,600 ครั้งต่อ 1 วินาที



Bluetooth เชื่อมต่อในรูปแบบ oriented service ซึ่งจะมี 2 ช่องการสื่อสารในตัวเองที่เรียกว่า master และ Slave โดยอุปกรณ์ที่มีสถานะเป็น Master จะเป็นตัวส่งการเชื่อมต่อการสื่อสาร ส่วนตัวลูกข่ายหรือ Slave จะเป็นตัวที่ถูกค้นหาเข้ามาเชื่อมต่อ โดยในหนึ่งอุปกรณ์ Bluetooth สามารถสลับสถานะ ทำหน้าที่สลับกันได้  (เป็นได้ทั้ง master และ slave ในเวลาเดียวกัน เรียกว่า Scatternet)  สังเกตุได้จากภาพด้านบน notebook จะเป็น slave ของ เครื่อง PC แต่ในเวลาเดียวกัน ตัว notebook จะเป็น Master เชื่อมต่ออีก 2 อุปกรณ์(ในวงกรอบสีแดง)
โดยปกติแล้ว  Bluetooth นี้ สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 7 ตัว


ปัจจุบันข้อกำหนด Bluetooth ออกมาแล้วดังรายละเอียด ด้านล่าง
Bluetooth 1.0
Bluetooth 1.1
Bluetooth 1.2 มีความเร็ว 721 Kbps (1Mbps)
Bluetooth 2.0 มีความเร็ว 2.1 Mbps
Bluetooth 2.0 EDR
Bluetooth 2.1 EDR มีความเร็ว 3.0 Mbps
Bluetooth 3.0 มีความเร็ว 24 Mbps
Bluetooth 4.0           

EDR : Enhanced Data Rate เพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดเป็น 3 Mbps.

ปัจจุบัน(2012) เรากำลังใช้มาตรฐาน Bluetooth 3.0 ซึ่งในมาตรฐานนี้ มีคุณลักษณะเฉพาะด้านการประหยัดพลังงาน และใช้มาตราฐานเดียวกับ Wifi คือ IEEE 802.11

อัตราสูงสุดในการส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth คือ 1 MBit/s ใน version 1.2 ซึ่งใน version 2.0+EDR(enhanced data rate)ได้เพิ่มเป็น 3 MBit/s ซึ่งฝั่ง master ใช้การจองแบบ SCO (synchronous connection oriented) โดยในอุปกรณ์หลัก จะรองรับการเชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ที่เข้ามาเชื่อมต่อได้มากที่สุด 3 ชิ้น ในตัว piconet ซึ่งจะทำการจองเป็นระยะ ๆ การเชื่อมต่อนั้นยังสามารถส่งแบบ symmetric data rates ระหว่างผู้ทำการติดต่อสื่อสารโดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการส่งสัญญาณเสียง การเปลี่ยนจาก timeslot มาใช้ point-to-multipoint packets ระหว่างตัว master และ ตัว slave ทุกตัวภายใน piconet กับ ACL (asynchronous connection less) packet นั่นเป็นการเชื่อมต่อที่มีอัตราการส่งข้อมูลสูงขึ้นเฉพาะหนึ่งทิศทาง และถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างภายใน class ของอุปกรณ์ กับปริมาณการใช้พลังงานที่ใช้สูงขึ้นจาก class 1 ถึง class 3 พร้อมทั้งมีระยะในการทำงานที่ไกลขึ้น โดย Bluetooth ตัวหนึ่งนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นจากการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าปกติ โดยที่มีรายละเอียดดังนี้
  • Class 1 : ใช้พลังงานในการส่ง 100 mW (ส่งได้ 100 เมตร)
  • Class 2 : ใช้พลังงานในการส่ง 25 mW (ส่งได้ 20 เมตร)
  • Class 3 : ใช้พลังงานในการส่ง 1 mW (ส่งได้ 10 เมตร)

ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ และ ส่งข้อมูลผ่านทาง Bluetooth 
ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ และ ส่งข้อมูลผ่านทาง Bluetooth มีเป้าหมายใน 4 ประการ
  1. Confidentiality (การรักษาความลับ)
  2. (device) Authentication (การพิสูจน์ตัวตน)
  3. (device) Authorization (การกำหนดสิทธิ์)
  4. Integrity (ความถูกต้อง สมบูรณ์ของข้อมูล)
นอกเหนือจากนี้ Bluetooth ยังได้กำหนดระดับค่าความปลอดภัย ไว้ 3 ระดับ คือ
  1. ระดับ Security Mode 1 : เป็นระดับที่ไม่มีระบบความปลอดภัย
  2. ระดับ Security Mode 2 : Service level security (ความปลอดภัยในระดับการให้บริการ) เช่นพวก Application ต่าง ๆ ที่สามารถปรับปรุงให้มีการ Cryptographic (การเข้ารหัสรูปแบบต่าง ๆ)
  3. ระดับ Security Mode 3 : Device level security(ความปลอดภัยในระดับอุปกรณ์) หมายถึง การเข้าใจการเข้ารหัสซึ่งเป็นการพัฒนาใน LMP รวมถึง Application ต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากนี้
Bluetooth Packet
ในการส่งข้อมูลของ Bluetooth จะมีการส่งเป็น Packet ซึ่งแต่ละ Packet จะประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งก็คือ (1) Access Code ส่วน Code มีขนาด 72 Bit และ(2) Header จะมีขนาด 54 Bit (3) ส่วน Payload จะมีขนาด 0 – 2745 Bit โดยจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานเป็นหลัก

ลักษณะของ Packet มีอยู่ 2 ลักษณะ
  1. Packet ควบคุม มี 2 แบบ คือมีแต่ Access Code หรือ มีทั้ง Access Code + Header
    แต่ไม่มี Payload
  2. Packet ข้อมูล จำเป็นต้องมีครบทั้ง 3 ส่วนคือ Access Code + Header + Payload
Bluetooth Core Protocols
  • Base band และ Link Control ทั้งคู่เป็นส่วนที่ใช้เชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์ Bluetooth ในชั้นนี้มีหน้าที่สำคัญในการจับคู่สัญญาณความถี่คลื่นวิทยุ
  • Audio เป็นส่วนที่เชื่อมต่อโดยตรงกันกับ Base band ใช้สำหรับการส่งและรับ ข้อมูลประเภทเสียง
  • Link Manager Protocol (LMP) ทำหน้าที่เชื่อมต่อและควบคุมการทำงานต่างๆ เช่น เข้ารหัส และ การตรวจสอบแพ็คเกจที่มาจาก Base band
  • Logical Link Control and Adaptation Protocol (L2CAP) มีหน้าที่ในการรวม และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่มาจากแต่ละแพ็คเกจ
  • Service Discovery Protocol (SDP) มีหน้าที่ในการสำรวจตรวจสอบข้อมูลและ ลักษณะพิเศษของอุปกรณ์บลูทูธอื่นๆ
Cable Replacement Protocol RFCOMM
ทำหน้าที่จำลองข้อมูลที่ได้จาก L2CAP เป็นสัญญาณที่สามารถใช้ได้ใน แอพพลิเคชั่น
Telephony Protocol Telephony Control Protocol-Binary (TCS-BIN)
ทำหน้าที่กำหนดสัญญาณการ ควบคุม สำหรับสร้างข้อมูลเสียง
Adopted Protocols
  • OBEX (Object Exchange
    เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการส่งข้อมูลไฟล์
  • TCP/UIP/IP
    เป็นตัวกำหนดวิธีการที่จะให้อุปกรณ์บลูทูธสามารถติดต่อสื่อสาร กับอุปกรณ์อื่นๆ ในกรณีที่เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต รายละเอียดการใช้จะเป็น TCP/IP/PPP ส่วนในกรณีที่เป็นสำหรับ WAP จะใช้ UDP/IP/PPP

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bluetooth
  • Encryption : 60-64Bit and 104/128Bit Wep Encryption
  • ระบบที่ต้องการ : PPC, Symbian Phone, Linux, Windows xxx
  • เป็น USB ฟอร์มแฟคเตอร์ที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งานทั้งบนเคร ื่องเดสก์ทอปและโน้ตบุ๊ค
  • การแชร์ไฟล์ด้วยวิธี drag-and-drop จะทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการ coolaboration ทำได้อย่างง่ายดาย
ประโยชน์ของ BlueTooth
Bluetooth ถือเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารระยะใกล้ โดยใช้คลื่นวิทยุแทนการใช้เชื่อมต่อด้วยสาย ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูล หรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกัน ช่วยลดความยุ่งยาก อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้นด้วย  ซึ่งโดยสรุป bluetooth จะทำงานใน 2 ลักษณะ คือ
  1. รับส่งไฟล์ข้อมูล(ภาพ,เสียง หรือ video) ระหว่างอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยี Bluetooth 
    อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ Tablet  
  2. การเชื่อต่อ หรือการควบคุมอุปกรณ์ร่วม
    อาทิ เมาส์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หูฟังกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 
    หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่กับ คอมพิวเตอร์ PC และ Notebook


 อาจกล่าวได้ว่า  Bluetooth เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ เหมาะสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือ Deviceขนาดเล็กๆ  เพื่อสร้าง Network วงแคบๆส่วนตัวที่เรียกว่า PAN ( Personal area network )

ศึกษาเพิ่มเติมที่ : http://www.bluetooth.com/
อ่านเพิ่มเติมที่ wikipedia
Readmore...
Saturday, June 9, 2012

SSD เทคโนโลยีหน่วยเก็บข้อมูลอนาคต

0 comments
 

SSD (Solid State Drive)
SSD (Solid State Drive) เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการประยุกต์ใช้ Flash Memory มาทำเป็น Harddisk ประโยชน์ที่ได้รับที่เห็นกันอยู่ ก็จะพบว่า ความไวในการ เข้าถึงข้อมูลจะทำได้ไวกว่า Harddisk ที่ใช้กันอยู่ในท้องตลาดซึ่งเป็น Harddisk แบบที่ใช้จานแม่เหล็ก ที่เวลาเข้าถึงข้อมูลจะต้องให้ Harddisk หมุนไปแล้วจึงหาสืบค้นข้อมูลที่ถูกเก็บใน harddisk ได้ โดยวิธีนี้ทำให้ เกิดความร้อนขึ้น ในตัวของ Harddisk เอง ยิ่งมีความไวของมอเตอร์ ที่ใช้ในการหมุนตัว จานแม่เหล็ก มากเท่าไรก็จะ ทำให้ มีความร้อนสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นการออกแบบจึงต้องมีการเพิ่ม พื้นที่ในการระบายความร้อนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการทำงานของ Server ได้ การพัฒนาเทคโนโลยีของ Harddisk นั้นก็ พัฒนา มาหลายปี แต่ยังคงเป็นเทคโนโลยี่ที่ใช้มอเตอร์และจานแม่เหล็ก จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านนี้โดยการนำ meomory หรือ การนำ Solid State มาทำเป็น Harddisk ด้วยเหตุผลที่ว่า การเข้าถึงข้อมูล การเขียนข้อมูล ลงไปบนตัว Harddisk การคำนึงถึงความร้อนที่เกิดขึ้นบนตัว Harddisk เสียงที่เกิดจากการหมุนของมอเตอร์บนตัว Harddisk
ดังนั้น ปัญหาพวกนี้จะหมดไปถ้าเรานำเทคโนโลยี Solid State มาใช้ ถ้านำไปใส่ใน Notebook จะช่วยทำให้ ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ Notebook ทำงานได้ดีขึ้น เพราะจะกินพลังงานต่ำ เมื่อเทียบกับ harddisk แบบเดิม

การทำงานของมันก็คือ Memory แบบ Flash เมื่อมีการอ่านหรือ เขียนข้อมูล ก็จะยังจดจำข้อมูลที่มีการ Update ครั้งสุดท้ายไว้ได้ ซึ่งจะแตกต่างกับ RAM (Random Access Memory) ซึ่งข้อมูลจะหายไปเมื่อเราปิดเครื่องหรือ ไม่มีแหล่งจ่ายไฟเลื้ยงตัวอุปกรณ์ ข้อมูลที่บรรจุอยู่ด้านในก็จะหายไปด้วย แต่ Flash Memory ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเราทำการ เขียนข้อมูลลงไปที่ Flash Memory แล้ว ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้สูญหายไปไหน ยังคงเก็บเอาไว้ เหมือนต้นฉบับทุกประการ ดังนั้นจึงมีคนนำเทคโนโลยี่นี้มาต่อยอด และพัฒนา มาเป็น Solid State Drive (SSD) ในที่สุด ไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวเหมือนกับ Harddisk จานแม่เหล็ก เพราะใช้ Flash เป็นตัว จัดเก็บข้อมุล หากศึกษาจากวิดีโอด้านล่าง จะเห็นความแตกต่างของ SSD กับ HDD อย่างเห็นชัดเจน


ข้อดีของ Solid State Drive (SSD)
  1. ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลไวกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ Harddisk ที่เราใช้กันในปัจจุบัน
  2. ไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า
  3. ไม่มีเสียงดัง เนื่องจากเก็บข้อมูลด้วย Flash Memory ดังนั้นจึงไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องเคลื่อนที่
  4. ไม่มีความร้อน
  5. สามารถตกจากที่สูงได้ ในขณะที่ข้อมูลด้านในไม่เป็นอะไรเลย เมื่อเปรียบเทียบกับ Harddisk แบบที่เราใช้การกันใจปัจจุบัน (สามารถกระแทกได้)
  6. ความไวในการ Boot เครื่อง

ข้อเสียของ Soild State Drive(SSD)
  1. การเขียนข้อมูลจะช้า เพราะมันคือ Flash การเขียนของมันจะต้องทำการ เพิ่มกำลังไฟฟ้าให้สูงขึ้นพอที่จะทำให้ข้อมูลใหม่เพิ่มเข้าไปได้
  2. ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับ Harddisk แบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน
  3. ความจุ (เนื้อที่) น้อยเพราะปัจจุบันสายการผลิต มีอยู่ 3 ขนาดคือ 64, 128 และสูงสุดอยู่ที่ 256 GB
 

บทสรุปของ Solid State Drive(SSD)
Hard drive แบบ SSD ได้ถูกพัฒนาให้เป็นหน่วยเก็บข้อมูล เช่นเดียวกับ Harddisk : HDD แบบจานแม่เหล็กที่ใช้ในปัจจุบัน   แม้ว่า HDD จะมีการพัฒนาที่ลดขนาด เพิ่มความจุและทำงานได้เงียบมากขึ้น แต่ HDD ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานสูง มีความร้อน มีน้ำหนัก มีเสียงในระหว่างการทำงาน การเข้ามาของ SSD ก็ได้กลายเป็นทางเลือกของผู้ใช้งานในผู้ใช้ระดับ Hi-End ที่ต้องการความเสถียร ต้องการความรวดเร็วในการอ่าน เขียนข้อมูล  แต่ก็ต้องแรกกับราคาที่สูงมากๆ ที่สำคัญ ความจุขนาดใหญ่ๆ มากๆยังไม่มีจำหน่าย
Readmore...

Smart phone

0 comments
 
เมื่อวานนี้ (16 ตุลาคม 2555) ได้มีการประมูล กสทช. การใช้คลื่นย่านความถี่กัน โดยต่อไปนี้ ประเทศไทยจะเริ่มมีการแข่งขันการให้บริการคลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz (บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ช่วงความถี่ที่ 1950 MHz – 1965 MHz และ 2140 MHz – 2155 MHz  บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ย่าน 1935 MHz – 1950 MHz และ 2125 MHz – 2140 MHz  บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด ย่านความถี่ 1920 MHz – 1935 MHz และ 2110 MHz – 2125 MHz) ส่งผลให้การสื่อสารผ่ายอุปกรณ์ Mobile Phone มีความรวดเร็ว ช่องข้อมูลมีการส่งผ่านได้มากขึ้น เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการติดต่อสื่อสารที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพกัน เรามาเข้าเรื่องในบทความกันดีกว่า
 
วงการมือถือในปัจจุบัน ได้มีการเรียกขานคำว่า  Smart Phone กันอย่างกว้างขวาง  นอกจากจะมีหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรุ่นที่ออกมา ทำให้หลายคน แยกแยะได้ลำบาก หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า Smart Phone จริงๆแล้วคืออะไร มันแตกต่างจากโทรศัพท์มือถืออย่างไร  เรามาศึกษากัน


นับตั้งแต่ บริษัทโมโตโรลา โดย มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper)  ได้พัฒนาและผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรก (Motorola Dynatac ) ออกมาแสดงและสาธิต เมื่อ 3 เมษายน พ.ศ. 2516 โดยเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ และน้ำหนักมาก มีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม  พัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็เปลี่ยนแปลงโลกการติดต่อสื่อสาร และปฏิวัติรูปแบบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด   สถิติล่าสุดปี 2011 มีจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 5.6 พันล้านเครื่อง

  เพื่อให้เห็นพัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่  ตั้งแต่ปีแรกที่กำเนิดขึ้นมา จนถึงปัจจุบัน(2011)  มีการพัฒนารูปร่าง และแบบต่างๆ เปลี่ยนไป ในลักษณะใดบ้าง ลองดูวิดีทัศน์ ข้างล่าง ศึกษาเพิ่มเติม



จากวิดีทัศน์ข้างบน จะเห็นว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ มีพัฒนาการใน 2 เส้นทางหลักๆ นั่นคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่(ไร้สาย) ธรรมดา กับโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการอยู่ภายใน มีโปรแกรมการทำงานที่มากกว่าการโทรศัพท์


Smart Phone คืออะไร

เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความสามารถที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือทั่วไป    สมาร์ตโฟนได้ถูกมองว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่ทำงานในลักษณะของโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยที่สามารถเชื่อมต่อความสามารถหลักของโทรศัพท์มือถือ เข้าร่วมกับแอปพลิเคชันของโทรศัพท์เอง   สมาร์ตโฟนสามารถให้ผู้ใช้งานติดตั้งโปรแกรมเสริมสำหรับเพิ่มความสามารถของโทรศัพท์ตัวเอง โดยรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มของโทรศัพท์และระบบปฏิบัติการ

Smart Phone หมายถึงโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถพิเศษเพิ่มเติมของ PDA เข้าไป ทำให้สามารถมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น รับส่งอีเมล์ มีปฏิทิน จัดทำตารางนัดหมาย และ contact เป็นต้น เรียกได้ว่า Smart Phone เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมเลยทีเดียว


SMARTPHONE เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความสามารถหลากหลาย ดังจะเห็นได้จาก มีการพัฒนาในเรื่องหน่วยประมวลผล (CPU) ที่สามารถทำงานรวดเร็วทันต่อความต้องการของผู้ใช้งาน  มีหน่วยความจำที่มากขึ้น หน้าจอที่มีขนาดใหญ่และมีความคมชัด (บางรุ่นหน้าจอเป็นแบบสัมผัส(Touch Screen)  และความสามารถเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล ที่สามารถถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพวีดีโอที่มีคุณภาพสูง  ความสามารถในเรื่องของการจัดการในเรื่องการนัดหมายตามที่เรากำหนด (Calendar)  โดยสามารถระบุวันเวลาที่มีการเริ่มต้นและวันเวลาทีสิ้นสุดการนัดหมาย  ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ เช่น สถานที่ที่เราได้นัดหมายไว้กับลูกค้า , เพื่อนและครอบครัว ตลอดจนบุคคลอื่น ๆ  รวมไปถึงสามารถมีการเตือนเมื่อใกล้เวลานัดหมาย(โดยสามารถตั้งค่าได้ตามความต้องการ)  รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นที่เราหาดาวน์โหลดหรือซื้อมาเพิ่มเติม เช่นความสามารถในการนำทาง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า GPS (Global Positioning System) ซึ่งนับว่า มีประโยชน์มากสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง  ๆ  โดยสามารถวางแผนการเดินทางไปยังจุดหลายปลาทางได้อย่างคร่าว ๆ  และนำทางไปยังจุดหมายปลายทาง (เพื่อหลีกเลี่ยงการหลงทาง)  แต่สิ่งหนึ่งที่บุคคลส่วนใหญ่ใช้ความสามารถของ SMARTPHONE เกี่ยวกับความสามารถในการเชื่อมต่อ (Connectivity) เพื่อเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยบทความนี้จะมุ่งเน้นความสามารถของ  SMARTPHONE ในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อมต่อเป็นหลัก


คุณสมบัติเด่นของ Smart Phone

ระบบปฏิบัติการ หรือ OS (Operating System) เป็นระบบที่ช่วยให้การทำงานของโทรศัพท์มีประสิทธิภาพ และเป็นตัวกำหนดว่าโปรแกรมต่างๆ ที่จะสามารถติดตั้งเข้ากับ Smart Phone ได้หรือไม่ด้วย สำหรับระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยมใช้งานบน Smart Phone ได้แก่ Symbian OS, Windows Mobile, Palm OS หรือแม้กระทั่ง Linux OS


วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ
  •  1G      ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ analog ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น NMT, AMPS, DataTac
  •  2G      ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ digital ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น GSM, cdmaOne, PDC
  •  2.5G   ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ digital ที่เริ่มนำระบบ packet switching มาใช้
                ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น GPRS
  •  2.75G ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น CDMA2000 1xRTT, EDGE
  •  3G      ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ digital ที่มีความสามารถครบทั้งการสื่อสารด้วยเสียง
                และข้อมูลรวมถึงวีดิโอ ระบบที่จัดอยู่ในยุคนี้เช่น W-CDMA, TD-SCDMA,
                CDMA2000 1x-EVDO
  •  3.5G   ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ digital ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงขึ้นกว่า 3G
                เช่น HSDPA ใน W-CDMA
  •  4G      ระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Real-Digital สามารถเชื่อมต่อข้อมูล 3 แบบ
                ภาคพื้นดิน CDMA PA-H และการเชื่อมต่อ ewifi และ Wi-Max
                เพื่อการเชื่อมภาพและเสียงเป็นข้อมูลเดียวกัน

How Many Mobile Phone Users in the World
เรามาดูสถิติจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่  ที่มีใช้งานบนโลกใบนี้ (สถิติบางประเทศอยู่ในช่วงปี 2010 และ 2011



อ้างอิง
http://www.howmanyarethere.org/how-many-mobile-phone-users-in-the-world/

บทความที่น่าอ่าน
http://3g.siamphone.com/articles/2009/3g/page.htm
Readmore...

Android คืออะไร

0 comments
 

Android  คือระบบปฏิบัติการเหมือน Windows หรือ Linux หรือ iOS แต่ Android เป็นระบบปฏิบัติการ (Operating System) หนึ่ง ทำงานบนลินุกซ์ เคอร์เนล(Linux Kernel) จุดเริ่มต้นการพัฒนาโดย บริษัท แอนดรอยด์ (Android Inc.) ต่อมา บริษัท แอนดรอยด์ ก็ถูกซื้อโดย Google  เจ้าพ่อแห่งวงการ Search Engine และนำระบบปฏิบัติการนี้ ไปพัฒนาต่อ

จุดประสงค์หลักของระบบปฏิบัติการนี้ สำหรับใช้งานบน Mobile Device โดยเฉพาะ Smart Phone และ Tablet ลักษณะพิเศษของ Android ก็คือเป็นระบบปฏิบัติการแบบ OpenSource ที่ทุกคนสามารถนำไปพัฒนา หรือใช้ในผลิตภัณฑ์ของตนเองได้ (โดยใช้องค์ประกอบที่เป็น OpenSource หลายอย่าง เช่น  Linux Kernel, SSL, OpenGL, FreeType, SQLite, WebKit และเขียน Libraries Framework ของตัวเองเพิ่มเติม Google-developed Java libraries) ซึ่งช่วงปลายปี 2554 จึงมีข่าวคราวการนำ Android นี้ไปใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ที่ใช้งานด้านอินเทอร์เน็ตหรือ Netbook กัน



จากการกำเนิดของ Android ซึ่งถือเป็นระบบปฎิบัติการบน Mobile Device ที่มีความแข็งแกร่ง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Android ได้ก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งสำคัญของ iOS บนผลิตภัณฑ์ของ Apple ทั้ง iPhone และ iPad



รุ่นพัฒนาของแอนดรอยด์จะใช้รหัสชื่อเรียกขาน เป็นชื่อขนมหวาน โดยมีตัวอักษรขึ้นต้นเรียงลำดับกัน

รุ่น ชื่อเรียกขาน วันเปิดตัว
1.0 5 พฤศจิกายน 2550
1.1 9 กุมภาพันธ์ 2552
1.5 Cupcake (คัพเค้ก) 30 เมษายน 2552
1.6 Donut (โดนัท) 15 สิงหาคม 2552 (SDK)
2.0/2.1 Eclair (เอแคลร์) 26 ตุลาคม 2552 (2.0)
12 มกราคม 2553 (2.1 SDK)
2.2 Froyo (โฟรซเซนโยเกิร์ต) 20 พฤษภาคม 2553 (SDK)
2.3 Gingerbread (ขนมปังขิง) 6 ธันวาคม 2553 (SDK)
3.0/3.1 Honeycomb (รังผึ้ง) 22 กุมภาพันธ์ 2554 (SDK)
4.0 Ice Cream Sandwich (แซนด์วิชไอศกรีม) 19 ตุลาคม 2554 (SDK)
4.1 Jelly Bean ช่วงปลายปี 2555 (SDK)

สำหรับในปี 2555 Android เป็นปีของ Ice Cream Sandwich ซึ่งเริ่มมีให้ใช้ใน Smart Phone หลายๆรุ่น รวมถึง Tablet PC (ซึ่ง Tablet PC ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะแจกเด็กชั้น ป.1 ทั่วประเทศ  ก็ใช้ Android 4.0 Ice Cream Sandwich นี้เช่นกัน) นอกจากนี้ ช่วงปลายปี Google ก็เตรียมส่ง Android 5.0 สู่สนาม เพื่อกระตุ้นตลาดผู้ใช้ smart phone ในหลากหลายแบรนด์

สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเครื่องมือสื่อสารระบบเปิด (Open Handset Alliance)
Aplix (www.aplixcorp.com), Ascender Corporation (www.ascendercorp.com), Audience (www.audience.com), Broadcom (www.broadcom.com), China Mobile (www.chinamobile.com), eBay (www.ebay.com), Esmertec (www.esmertec.com), Google (www.google.com), HTC (www.htc.com), Intel (www.intel.com), KDDI (www.kddi.com), Living Image (www.livingimage.jp), LG (www.lge.com), Marvell (www.marvell.com), Motorola (www.motorola.com), NMS Communications (www.nmscommunications.com), Noser (www.noser.com), NTT DoCoMo, Inc. (www.nttdocomo.com), Nuance (www.nuance.com), Nvidia (www.nvidia.com), PacketVideo (www.packetvideo.com), Qualcomm (www.qualcomm.com), Samsung (www.samsung.com), SiRF (www.sirf.com), SkyPop (www.skypop.com), SONiVOX (www.sonivoxrocks.com), Sprint Nextel (www.sprint.com), Synaptics (www.synaptics.com), TAT - The Astonishing Tribe (www.tat.se), Telecom Italia (www.telecomitalia.com), Telefonica (www.telefonica.com), Texas Instruments (www.ti.com), T-Mobile (www.t-mobile.com), Wind River (www.windriver.com)

แหล่งอ้างอิงศึกษาเพิ่มเติม
1. http://www.android.com
2. http://www.openhandsetalliance.com/
3. http://android.opensource.com
Readmore...

สาระ เนื้อหา เรื่องราว ที่ปรากฎอยู่ในบล็อกแห่งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมผลงาน แนวคิด จากการศึกษาเรียนรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงการนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น(ซึ่งจะแจ้ง links ต้นทาง) นำมาเผยแพร่ให้กับท่านที่สนใจ ผ่านช่องทางและเวทีบล็อกแห่งนี้ หากท่านต้องการที่จะแนะนำ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำบล็อกความรู้นี้ ติดต่อพูดคุย(ฝากข้อความ) ได้นะครับ

ขอบคุณที่กรุณาเข้าเยี่ยมชม
mediathailand
สุวัฒน์ ธรรมสุนทร
ข้าราชการบำนาญ สำนักงาน กศน.




ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิก Facebook